Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 410831)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีทั้งสองสำนวนพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 57,420 บาท แล้ว ดังนี้ โดยปกติวิสัยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ชอบที่จะต้องวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเงินเพียง 240 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ส่วนรายงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเสนอต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ล่าช้าถึง 6 เดือน ทั้งๆ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 วางค่าธรรมเนียมดังกล่าวภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทราบเหตุดังกล่าวตามรายงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ได้ยื่นคำแถลงยืนยันว่าได้วางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลแล้ว อีกทั้งได้ดำเนินการขอตรวจสมุดรับเงินค่าธรรมเนียมการส่งหมายในช่วงระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2542 จนถึงสิ้นปีแต่เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบแจ้งว่าสมุดดังกล่าวสูญหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงแสดงเจตนาพร้อมจะวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เอาใจใส่คดี และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลแล้วตามระเบียบราชการจะต้องจะต้องเก็บรักษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและต้องใช้เป็นหลักฐานในทางราชการ เว้นแต่จะถึงกำหนดเวลาต้องทำลายตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบว่าสมุดคุมการส่งหมายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2542 สูญหายแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 หลังจากได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความทราบแล้วให้เจ้าพนักงานศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการค้นหาสมุดบัญชีเวรรับเงินนำหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบก็ยังคงรายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2544 ว่าสมุดเล่มนั้นสูญหายไปจึงชี้ให้เห็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาล รายงานเจ้าหน้าที่มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ พฤติการณ์แห่งคดีประกอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้จงใจละทิ้งไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลไม่เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวนรวมทั้งฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในสำนวนแรก โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน โดยยื่นอุทธรณ์ในวันเดียวกันคือวันที่ 29 กันยายน 2542

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนในวันดังกล่าว และกำหนดให้ผู้อุทธรณ์วางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 7 วัน วันที่ 29 มีนาคม 2543 นางสุขสิริ แย้มกลิ่นพุฒ เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ โดยได้ตรวจสอบจากทะเบียนคุมการส่งหมายของศาลแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาสั่ง" ปรากฏว่ามีบันทึกของเจ้าพนักงานศาลคนเดิมเขียนบันทึกถ้อยคำไว้ท้ายรายงานลงวันที่วันเดียวกันว่า "ศาลมีคำสั่งให้รอผลการส่งหมายของจำเลยที่ 4 ด้วย แล้วจึงส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์พิจารณาทีเดียว" วันที่ 1 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานศาลคนเดียวกันเสนอรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่งขอส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์และขอทำหนังสือติดตามผลหมายของจำเลยที่ 4 อีกครั้งต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาไปยังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลแล้ว แต่เมื่อทราบรายงานเจ้าหน้าที่ทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ขอตรวจสอบสมุดรับเงินค่าธรรมเนียมส่งหมายในช่วงวันที่ 29 กันยายน 2542 จนถึงสิ้นปีจากเจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบและได้รับแจ้งว่าสมุดดังกล่าวสูญหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงขอวางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและยกคำแถลง วันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา (ที่ถูกคำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เพิกเฉยไม่ดำเนินการนำหมายส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากสารบบความและในวันเดียวกัน ทนายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ค้นหาสมุดบัญชีเวรรับเงินนำหมายของคู่ความคดีแพ่งระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2542 ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าหาไม่พบ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีทั้งสองสำนวนนี้พิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 สูงถึง 2,296,772 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ได้ชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 57,420 บาท แล้วดังนี้ โดยปกติวิสัยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ชอบที่จะต้องวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเงินเพียง 240 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ส่วนรายงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเสนอต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ล่าช้าถึง 6 เดือน ทั้งๆ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 วางค่าธรรมเนียมดังกล่าวภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทราบเหตุดังกล่าวตามรายงานเจ้าหน้าที่

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ได้ยื่นคำแถลงยืนยันว่าได้วางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลแล้ว อีกทั้งได้ดำเนินการขอตรวจสอบสมุดรับเงินค่าธรรมเนียมการส่งหมายในช่วงระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2542 จนถึงสิ้นปี แต่เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบแจ้งว่าสมุดดังกล่าวสูญหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงแสดงเจตนาพร้อมจะวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าพฤติการณ์ที่ปรากฏมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เอาใจใส่คดี และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลแล้ว ตามระเบียบราชการจะต้องเก็บรักษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและต้องใช้เป็นหลักฐานในทางราชการ เว้นแต่จะถึงกำหนดเวลาต้องทำลายตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ

ปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบว่า สมุดคุมการส่งหมายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2542 สูญหายแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 หลังจากได้อ่านคำพิพากษา (ที่ถูกคำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความทราบแล้วให้เจ้าพนักงานศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการค้นหาสมุดบัญชีเวรรับเงินนำหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบก็ยังคงรายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2544 ว่าสมุดเล่มนั้นสูญหายไป ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจึงชี้ให้เห็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2543 มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ

พฤติการณ์แห่งคดีประกอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้จงใจละทิ้งไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากสารบบความเพราะเหตุทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษา (ที่ถูกคำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้เจ้าพนักงานศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้แก่โจทก์แล้วส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย จุลนิติ์ · พิชิต คำแฝง · ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้