Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4133/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยสัญญากู้ระบุว่า ดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่โจทก์นำสืบว่า ขั้นแรกตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาลดลงเหลือร้อยละ 3 ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำเลยชำระมาแล้วเป็นการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย จำเลยยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ทั้งยังค้างชำระดอกเบี้ยอีกสามหมื่นบาทเศษ จึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้เต็มจำนวนกับดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญานับตั้งแต่วันกู้ ดังนี้เป็นการนำสืบเรื่องรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่ฟ้อง เมื่อได้ความว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ทั้งการรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ การที่จำเลยสมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ ถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยไม่มีสิทธิเรียกคืนจึงจะให้นำไปหักดอกเบี้ยตามกฎหมายหรือหักจากยอดต้นเงินไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๕๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่กำหนด โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยแก่โจทก์ เป็นดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๓,๗๕๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๓,๗๕๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ จำเลยที่ ๑ ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์ ๔๐,๐๐๐ บาทโจทก์คิดดอกเบี้ยล่วงหน้า ๑ ปี เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินในสัญญา ๕๐,๐๐๐ บาทจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่าง ๑ ปีแรก หลังครบกำหนดสัญญาแล้วจำเลยที่ ๑ ยังชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก คงค้างชำระหนี้เพียง ๕๐ บาท จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมจำเลยที่ ๑ ค้างชำระหนี้โจทก์เต็มจำนวนต้นเงินและเงินที่ชำระให้โจทก์จำนวน ๓๕,๘๐๐ บาท เป็นค่าดอกเบี้ยเกินอัตรากฎหมายกำหนดตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามฟ้องอีกและจำเลยก็จะเรียกคืนมิได้เช่นกัน พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ ๑ ชำระไม่ครบหรือไม่ชำระเลยก็ให้จำเลยที่ ๒ ชำระ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมจำเลยที่ ๑ ส่งเงินชำระหนี้ให้โจทก์รวม ๔๒,๙๕๐ บาท ซึ่งคิดเป็นต้นเงิน ๑๗,๑๘๐ บาท และคิดเป็นดอกเบี้ย ๒๕,๗๗๐ บาท โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือนตามที่จำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้แก่โจทก์

เฉพาะดอกเบี้ยนั้น จำเลยที่ ๑จะเรียกคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ ส่วนต้นเงินที่จำเลยที่ ๑ ชำระให้โจทก์เมื่อนำไปหักจากต้นเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาทที่จำเลยที่ ๑ กู้ยืมไป คงเหลือต้นเงินจำนวน ๓๒,๘๒๐ บาท พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๓๒,๘๒๐ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ หากจำเลยที่ ๑ ชำระให้แก่โจทก์ไม่ครบหรือไม่ชำระเลยให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทนให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าโจทก์นำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องและสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้อง เป็นการนำสืบนอกฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ศาลควรยกฟ้องโจทก์ หรือไม่ รับฟังพยานดังกล่าว ข้อนี้ได้ความว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๓ ระบุว่าดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่โจทก์นำสืบว่าชั้นแรกตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือน ต่อมาลดลงเหลือร้อยละ ๓ ต่อเดือน จำนวนเงินที่จำนวนที่ ๑ ชำระมาแล้วเป็นการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ยังมิได้ชำระต้นเงินกู้ทั้งยังค้างชำระดอกเบี้ยอีกสามหมื่นบาทเศษ

โจทก์จึงฟ้องเรียกต้นเงินกู้เต็มจำนวนกับดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญานับตั้งแต่วันกู้ เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์เป็นเรื่องรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงในมูลกรณีที่ฟ้อง เมื่อได้ความว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ทั้งการรับฟังพยานบุคคลว่าหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ ไม่ ศาลล่างทั้งสองฟังว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จำเลยที่ ๑ ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน ๒๕,๗๗๐ บาท ควรนำมาหักดอกเบี้ยที่คิดตามกฎหมายร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ส่วนดอกเบี้ยที่เหลืออยู่อีกก็นำไปหักยอดต้นเงินจำนวน ๓๒,๘๒๐ บาท ไม่ควรนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ มาบังคับจำเลยที่ ๑

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ สมยอมชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ไปนั้น ถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๐๗ จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิเรียกคืน จึงจะให้นำไปหักดอกเบี้ยตามกฎหมายและที่เหลือนำไปหักยอดต้นเงินดังที่จำเลยที่ ๑ ฎีกา หาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์ · อำนวย เปล่งวิทยา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุราษฏร์ธานี - นายอุส่าห์ ทุมมา
ศาลอุทธรณ์ - นายวิรุฬห์ วิวัธวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้