Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 413427)

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในส่วนของการทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน และได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มโดยรวมส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น การจะได้รับเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้ต่อเมื่อทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน 15 วัน หากทำงานไม่ครบจำนวนวันจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง การจ่ายเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อจงใจให้พนักงานรายวันขยันมาทำงานทุกวันจึงมิใช่ค่าจ้าง แต่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท เป็นการจ่ายแก่พนักงานรายวันทุกวันที่มาทำงาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 จำนวน 2 ฉบับ ถึงโจทก์ แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคม 2545 โดยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเงินทดแทนเพิ่มจำนวน 24,548.93 บาท ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 หากเกินกำหนดต้องชำระเงินสมทบเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน และมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มจำนวน 85,884 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนโจทก์จึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์ตามลำดับ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า

เงินเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนในการทำงานจึงเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นเงินสมทบส่งกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานโจทก์มีหลักเกณฑ์การจ่ายเพื่อจูงใจในการทำงานของพนักงานรายวันโดยเมื่อพนักงานรายวันได้มาทำงานในวันทำงานปกติโจทก์จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ 10 บาท ต่อ 1 วัน เว้นแต่พนักงานไม่มาทำงานเนื่องจากเจ็บป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ขาดงาน ลากิจ แต่หากไม่มาทำงานเพราะเนื่องจากเจ็บป่วยจากการทำงานหรือเจ็บป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงหรือใช้สิทธิพักร้อน โจทก์ยังคงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานที่ไม่มาทำงานในวันดังกล่าว และหากในรอบการคำนวณค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 และวันที่ 16 ถึงวันสิ้นเดือน

พนักงานได้มาทำงานในวันทำงานปกติครบทุกวัน โจทก์จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงเพิ่มให้แก่พนักงานรวมเป็น 150 บาท หากพนักงานทำงานไม่ครบทุกวันในวันทำงานปกติ ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับวันที่พนักงานมาทำงานเท่านั้น การจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าจ้างการที่จำเลยนำเงินเบี้ยเลี้ยงมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและให้โจทก์ชำระเงินเพิ่ม จึงไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53835 และ นฐ. 0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53835 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 และพระรชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่า ค่าจ้างในทำนองเดียวกันว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะกำหนดคำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร บทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายของค่าจ้างไว้ว่าต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ของการจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติของลูกจ้างที่ทำให้แก่นายจ้าง

เมื่อพิจารณาจากคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวัน และตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังปรากฏว่า โจทก์ได้ออกประกาศคำสั่ง 3 ข้อ โดยข้อ 1 ระบุให้ปรับค่าจ้างแก่พนักงานรายวันเข้าใหม่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกจำนวน 5 บาท และเมื่อมีอายุการทำงานครบ 2 เดือน จะปรับเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 3 บาทต่อวัน ส่วนข้อ 2 ระบุให้พนักงานรายวันที่เริ่มเข้าทำงานใหม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำวันวันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน โดยรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ด้วย ในกรณีที่พนักงานมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับจำนวนวันที่มาทำงานจริงเท่านั้น เว้นแต่กรณีป่วยเนื่องจากการทำงาน

การลาป่วยที่มิใบรับรองแพทย์และการลาพักร้อน ดังนี้ การจ่ายเงินตามคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงาน จึงมีสองส่วนคือ การปรับค่าจ้างตามข้อ 1 และการกำหนดให้พนักงานรายวันได้รับเบี้ยเลี้ยงตามข้อ 2 การจ่ายเบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน จะได้รับทุกวันที่มาปฏิบัติงานและหากมาทำงานครบงวดการทำงานจะได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ซึ่งปกติพนักงานรายวันจะไม่มีสิทธิได้รับด้วย แต่หากมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานนั้น ก็จะได้รับเฉพาะเพียงวันที่มาทำงาน แต่จะไม่ได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ ยกเว้นกรณีลาหรือป่วยดังกล่าว การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในส่วนของการทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงานและได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มโดยรวมส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น

การจะได้รับเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้ต่อเมื่อทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน 15 วัน หากทำงานไม่ครบจำนวนวันก็จะไม่ได้รับ การจ่ายเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานรายวันขยันมาทำงานทุกวันจึงมิใช่ค่าจ้าง แต่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท เป็นการจ่ายแก่พนักงานรายวันทุกวันที่มาทำงาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อไป อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ไขเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ.0030/53835 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545 เฉพาะส่วนที่จำเลยนำค่าเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ วันละ 10 บาท มาคำนวณเงินสมทบ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รัตน กองแก้ว · พิชิต คำแฝง · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 410541)

การจ่ายเงินตามคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวันของโจทก์ มีสองส่วนคือการปรับค่าจ้างตามข้อ 1 และการกำหนดให้พนักงานรายวันได้รับเบี้ยเลี้ยงตามข้อ 2 การจ่ายเบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2560

ตามระเบียบการจ่ายเงินค่าบริการของโจทก์ระบุว่า ค่าบริการเป็นเงินที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าผู้มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จากยอดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งใบเสร็จรับเงิน โดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินในนามโจทก์แล้วนำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8245/2560

ค่าจ้างที่ต้องนำมาเป็นฐานในการคิดเงินสมทบต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2560

โจทก์กำหนดอัตราค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์ในอัตราเดือนละ ๕๐๐ บาทต่อคน เท่ากันทุกเดือน โดยมีหลักเกณฑ์ว่าหากพนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่ดี ทำความผิดหรือทำงานมีข้อผิดพลาดก็จะหักคะแนนและนำไปปรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13730/2558

เมื่อค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายตามหลักเกณฑ์การจ่ายตามประกาศ อันเป็นเงินที่พนักงานขายได้รับจากการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ซึ่งคิดคำนวณจากยอดสินค้าที่จำหน่ายได้ในแต่ละเดือน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้