Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4137/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันว่า นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม2519 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งสุดท้าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เบิกเงินออกจากบัญชีเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2เบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีก คงมีแต่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นลงไว้ในบัญชีเท่านั้น จึงไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชี พฤติการณ์ของคู่กรณีที่ปฏิบัติต่อกันแสดงให้เห็นเจตนาได้ว่า ทั้งสองฝ่ายให้ถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม2519 ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้นับแต่วันถัดจากวันดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529เกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินซึ่งคำนวณถึงวันที่1 สิงหาคม 2519 จึงขาดอายุความ ส่วนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวหลังจากวันที่ 1 สิงหาคม 2519 ซึ่งเป็นหนี้ส่วนที่เป็นอุปกรณ์อันต้องอาศัยต้นเงินส่วนที่เป็นประธานซึ่งขาดอายุความ ย่อมขาดอายุความตามกันไปด้วยทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190 เดิม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2514 จำเลยที่ 1และที่ 2 เปิดบัญชีกระแสรายวันประเภทบุคคลธรรมดากับธนาคารโจทก์สาขาขอนแก่น บัญชีเลขที่ 0132 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2516จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ภายในวงเงิน 50,000 บาท มีกำหนดเวลา 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญาและยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี โดยวิธีทบต้นชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์จนครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขอต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีก 2 ครั้ง

จากวันที่ 1 สิงหาคม2517 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2519 ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือต่ออายุสัญญาท้ายฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาจนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2520 โจทก์บอกเลิกสัญญาและหักทอนบัญชีแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์อยู่ 55,117.13 บาทโจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 79,640.38 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 134,757.51 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 55,117.13 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโดยต่ออายุสัญญา 2 ครั้ง และจำเลยที่ 3ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีกำหนดชำระหนี้แน่นอน และเงินที่เบิกเกินบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 0132 หากไม่มีการต่ออายุสัญญา

สัญญาก็จะสิ้นสุดลงทันทีการต่ออายุสัญญาครั้งที่ 2 ตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2519 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและให้หักทอนบัญชีคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระอยู่ 50,000 บาท

โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529เกิน 10 ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ได้บรรยายว่าหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2519 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินเข้าบัญชีอีกหรือไม่เพียงใด จนกระทั่งวันที่ 30 มีนาคม 2520อันเป็นวันบอกเลิกสัญญา โดยไม่ได้บอกว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ไม่ได้แนบบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 0132มาท้ายฟ้อง จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงิน55,117.13 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี และต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้อง

คำให้การและทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2514 จำเลยที่ 1และที่ 2 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารโจทก์ สาขาขอนแก่นบัญชีเลขที่ 0132 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2516 จำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ภายในวงเงิน 50,000 บาทมีกำหนดเวลา 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี โดยวิธีทบต้นตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินในบัญชีและนำเงินฝากเข้าบัญชีหลายครั้ง ครั้นครบกำหนดสัญญาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขอต่ออายุสัญญาอีก 2 ครั้ง

มีกำหนดครั้งละ 12 เดือน มีจำเลยที่ 3เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ครั้นครบกำหนดการต่ออายุสัญญาครั้งสุดท้ายในวันที่ 1 สิงหาคม 2519 จำเลยที่ 1และที่ 2 มิได้เบิกเงินออกจากบัญชีหรือนำเงินเข้าบัญชีอีกหลังจากนั้นโจทก์ได้คิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาจนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2520 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ 55,117.13 บาทและต่อจากนั้นถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 ปี 7 เดือน 14 วันโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นเป็นเงิน 79,640.38 บาท ปัญหาประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ปัญหาดังกล่าวมีข้อจะต้องพิจารณาว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงเมื่อใดซึ่งจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 10 ปี

ปัญหานี้ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันว่า นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2519 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เบิกเงินออกจากบัญชีเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกคงมีแต่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นลงไว้ในบัญชีเท่านั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชีดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ของคู่กรณีที่ปฏิบัติต่อกันแสดงให้เห็นเจตนาได้ว่า ทั้งสองฝ่ายให้ถือว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2519 ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้นับแต่วันถัดจากวันดังกล่าวเป็นต้นไปแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529 เกินกำหนด 10 ปีฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินซึ่งคำนวณถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2519จึงขาดอายุความส่วนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวหลังจากวันที่1 สิงหาคม 2519 ซึ่งเป็นหนี้ส่วนที่เป็นอุปกรณ์อันต้องอาศัยต้นเงินส่วนที่เป็นประธานซึ่งขาดอายุความ ย่อมขาดอายุความตามกันไปด้วยทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 190 (เดิม)

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · ปรีชา ธนานันท์ · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3658/2534

หลังจากวันที่ 25 มิถุนายน 2526 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอายุ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่ต่อออกไปแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงิน เข้าบัญชีและโจทก์ได้ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีได้อีก ตาม บัญชีกระแสรายวันคงมีแต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21063/2556

พ. และโจทก์ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตวีซ่าชฎาทองของจำเลยที่ 1 โดย พ. ถือบัตรหลัก โจทก์ถือบัตรเสริม ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวระบุไว้ว่า ในกรณีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21819/2556

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น อันเป็นเอกสารมหาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 ที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9043/2554

ลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 เป็นสัญญาที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน ฝ่ายที่เป็นหนี้ค้างชำระมากกว่าจะต้องชำระหนี้ในส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาคเมื่อตั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้