Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเวนคืนหนังสือค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ซึ่งเข้าข้อสันนิษฐาน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 327 ว่าหนี้เป็นอันระงับสิ้นไปนั้น มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดย่อมฟังตามข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นตามที่ปรากฏนั้นได้เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระหนี้เงินค่าจำหน่ายปุ๋ยที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและหนี้ยังไม่ระงับไปด้วยเหตุประการอื่น จำเลยที่ 3ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าว แม้จำเลยที่ 3 ได้ยกเลิกหนังสือค้ำประกันและคืนหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และไม่อาจไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องต้องว่ากล่าวกันต่างหากต่อไป หาได้เกี่ยวข้องกับการหลุดพ้นจากความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่ การที่จำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อโจทก์ในการที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยให้โจทก์ และสัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ก็ระบุความรับผิดกรณีผิดเงื่อนไขและกำหนดเรื่องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันชำระเงินให้แก่โจทก์ แม้ในหนังสือค้ำประกันมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ แต่หนังสือค้ำประกันก็อ้างถึงสัญญาตัวแทนด้วย จำเลยที่ 3 ยอมออกหนังสือค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีถึงข้อสัญญาและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาตัวแทนจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ต้นเงินแทนจำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนโจทก์จำหน่ายปุ๋ย โดยก่อนการรับปุ๋ยไปจากโจทก์แต่ละครั้ง จำเลยที่ 1จะต้องมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารในวงเงินไม่น้อยกว่ามูลค่าปุ๋ยที่จะรับมอบไปในแต่ละครั้งให้โจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 รับปุ๋ยไปจากโจทก์รวม 4 ครั้ง จำนวน 520 ตัน โดยมีหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 ที่ ค.มห. 37/2527 ค.มห.40/2527 ค.มห.47/2527 และค.มห.57/2527 รวมเป็นเงิน 2,184,000 บาท เป็นหลักประกันหลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับปุ๋ยไปจากโจทก์2 ครั้ง จำนวน 130 ตัน โดยมีหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3ที่ ค.มห.72/2527 และ ค.มห.91/2527 รวมเป็นเงิน 811,200 บาท เป็นหลักประกันทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 3 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม และจำเลยที่ 3 จะปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันที่ให้ไว้แก่โจทก์

ครั้นวันที่ 11 มกราคม 2528 จำเลยที่ 1 ขอยกเลิกและขอคืนหนังสือค้ำประกันที่ ค.มห.91/2527 โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้รับปุ๋ยไปตามวงเงินค้ำประกันดังกล่าว จึงอนุมัติคืนหนังสือค้ำประกันฉบับนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ด้วยความผิดพลาดของพนักงานโจทก์จึงได้หยิบหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 ทั้งหมดรวม 6 ฉบับคืนให้จำเลยที่ 1 ไปโดยโจทก์ไม่มีเจตนาปลดหนี้ตามหนังสือค้ำประกันที่หยิบคืนเกินไป 5 ฉบับ นั้นแต่อย่างใด จำเลยที่ 3 จึงยังไม่พ้นความรับผิดเนื่องจากสัญญาค้ำประกันระบุว่าจะไม่เพิกถอนการค้ำประกันในระหว่างที่หนี้ประธานยังไม่ระงับ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายปุ๋ยให้แก่เกษตรกรและชำระเงินให้โจทก์บางส่วนยังคงค้างชำระอยู่2,778,750 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 370,690.24 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น3,149,441.24 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,149,441.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,778,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาแต่อย่างใด สัญญาจึงเป็นอันเลิกหรือระงับสิ้นไปพนักงานของโจทก์ได้คืนหนังสือค้ำประกันรวม 6 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิได้สำคัญผิด หรือหากสำคัญผิดก็เป็นเรื่องที่พนักงานของโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง โจทก์ต้องคืนหลักประกัน 10,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงิน 10,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เคยทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์ได้เวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันทั้งหกฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้นำมามอบให้จำเลยที่ 3เพื่อยกเลิก ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ยกเลิกหนังสือค้ำประกันทั้งหกฉบับและคืนหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 3 จึงหลุดพ้นความรับผิด ตั้งแต่วันที่ได้รับคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 1การที่พนักงานของโจทก์สำคัญผิดคืนหนังสือค้ำประกันให้จำเลยที่ 1ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ โจทก์จะยกเป็นข้ออ้างให้จำเลยที่ 3 ผู้กระทำการโดยสุจริตต้องรับผิดหาได้ไม่แต่หากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้ว

ก็รับผิดไม่เกินวงเงินค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกัน 5 ฉบับ เป็นเงินไม่เกิน2,808,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าปุ๋ยให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิริบเงินหลักประกันจำนวน10,000 บาท ตามสัญญาขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน3,149,441.24 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 2,778,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นโดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 2,808,000 บาทยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,808,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ15 ต่อปี ในต้นเงิน 2,780,186.05 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม2528 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้นนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 รวม 5 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2เป็นผู้รับไปด้วยความเข้าใจผิดของพนักงานโจทก์ โจทก์มิได้มีเจตนาประสงค์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสามแม้จำเลยที่ 3 จะได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ซึ่งเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 327 วรรคสามว่า หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้วก็ตามแต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดหากปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น

ก็ย่อมฟังตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบโดยไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระหนี้เงินค่าจำหน่ายปุ๋ยที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ และหนี้ดังกล่าวหาได้ระงับไปด้วยเหตุประการอื่นใดไม่จำเลยที่ 1 ยังคงต้องชำระหนี้นั้นต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จำเลยที่ 3 จะอ้างธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปว่าเมื่อจำเลยที่ 3ได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกค้าโดยสุจริต แม้ไม่ได้รับเวนคืนจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้

จำเลยที่ 3ก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะกรณีตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 3 ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันอันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ดังที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ถึงมาตรา 701 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ต้องเสียหายเพราะจำเลยที่ 3 ได้ยกเลิกหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับ คืนหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 และไม่อาจไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 สำหรับหลักประกันนั้นได้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหากต่อไป

หาได้เกี่ยวข้องกับการหลุดพ้นจากความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายที่ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดไม่เกินวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับไม่เกิน 2,808,000 บาท เพราะหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกินวงเงินจำนวนดังกล่าวและมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ ทั้งจำเลยที่ 3 มิได้ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 เห็นว่าหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับของจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย ปจ.7 ปจ.9ปจ.12 ปจ.14 และ

ปจ.18 ระบุว่า ตามที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยตามสัญญาที่ 131/2527 ต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ 131/2527 หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับและหรือเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ได้แล้ว จำเลยที่ 3 ยอมชำระเงินแทนให้ทันที และสัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยที่131/2527 ข้อ 17 เอกสารหมาย ปจ.6 ระบุว่า ถ้าจำเลยที่ 1ตัวแทนปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดโจทก์ตัวการมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือตัดสิทธิการเป็นตัวแทนและมีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกร้องให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินทันที

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น แม้ในหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับจะมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ แต่สัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยก็ระบุถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดว่า ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินทันที พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งในหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับดังกล่าวก็ได้อ้างถึงสัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 ทันที หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดตามสัญญาดังกล่าว การที่จำเลยที่ 3 ยอมออกหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับให้จำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 3 ย่อมทราบดีถึงข้อสัญญาและเงื่อนไขต่าง

ๆ ที่ระบุไว้ในสัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยที่ 131/2527 รวมทั้งข้อสัญญาที่ให้ต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังกล่าวด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้ชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยให้โจทก์ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญาข้อหนึ่ง จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดในต้นเงินในวงเงินไม่เกิน 2,808,000 บาท ตามหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด มิได้หมายความว่าจำนวนเงินทั้งหมดที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยต้องไม่เกินไปกว่าวงเงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวดังฎีกาของจำเลยที่ 3 โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งผิดสัญญาไม่ชำระหนี้

ค่าปุ๋ยเป็นต้นเงินจำนวน 2,780,186.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2528 ตามหนังสือของโจทก์เอกสารหมายปจ.23 แต่จำเลยที่ 3 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันแล้วจึงพ้นความรับผิดตามหนังสือของจำเลยที่ 3ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2528 ซึ่งได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ต้นเงินแทนจำเลยที่ 1 จำนวน2,780,186.05 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งห้าฉบับจำนวน 2,808,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2528 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรกฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2528 จึงให้จำเลยที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวนั้นปรากฏว่า โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ แสนศิริ · วิทวัส อยู่วัฒนา · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้