Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จะถือ เอาข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้ นั้น จะต้อง เป็นคดีที่มีมูลกรณีเดียว กันและเป็นคู่ความเดียว กัน ซึ่ง ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์คู่ความในคดีส่วนแพ่งก็จะต้อง เป็นผู้เสียหายในคดีนั้นด้วย จำเลยที่ 1 เคยถูก พนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดขับรถยนต์ โดย ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้ รับอันตรายสาหัสทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และไม่หยุดรถขณะมีสัญญาณไฟแดง ตาม ป.อ. มาตรา 300390 พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา 2243152157ศาลแขวงธนบุรี พิพากษา ยกฟ้อง คดีถึงที่สุดคดีสำหรับความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตาม กฎหมาย ส่วนข้อหาขับรถโดย ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้ รับอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา 300390 โจทก์ไม่ใช่ผู้ได้รับบาดเจ็บก็ไม่ใช่ผู้เสียหายเมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือคู่ความในคดีอาญา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ในคดีแพ่ง ดังนี้ ในการพิพากษา คดีส่วนแพ่งศาลไม่จำต้องถือ ข้อเท็จจริงตาม ที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2526เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2ได้ขับรถยนต์โดยสารประจำทางเพื่อรับส่งคนโดยสารในทางการจ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงแล่นฝ่าสัญญาณไฟสีแดงผ่านสี่แยกพุ่งเข้าชนรถยนต์โดยสารของกองทัพบกคันหมายเลขทะเบียน 5275 ซึ่งกำลังวิ่งผ่านสี่แยกจากช่องเดินรถซึ่งมีสัญญาณไฟสีเขียว ทำให้รถคันดังกล่าวเสียหลักวิ่งชนรถยนต์เก๋งของบุคคลอื่นคันแรกที่จอดรอในช่องเดินรถที่มีสัญญาณไฟสีแดงตรงข้างกับช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 และรถคันอื่น ๆรวมทั้งรถยนต์เก๋งของโจทก์คันหมายเลขทะเบียน ก 4804 นนทบุรี ที่จอดต่อท้ายกันอยู่ต้องเลื่อนไถลไปทางด้านหลังปะทะกันเป็นทอด

ๆเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหายต้องเสียค่าซ่อมแซมและเสียค่าโดยสารรถแท็กซี่ไปทำงาน รวมเป็นเงิน 34,585 บาท ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยร่วมกันใช้เงินจำนวน 34,585 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้าง และได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน ก 4804 นนทบุรี เหตุที่รถชนกันมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากความประมาทของสิบเอกอัมพรคลี่แก้ว ผู้ขับรถยนต์โดยสารของกองทัพบกที่ขับรถฝ่าสัญญาณไฟสีแดงด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้รถของจำเลยที่ 1 ซึ่งแล่นมาในช่องทางที่มีสัญญาณไฟสีเขียวแล่นเข้าชนรถยนต์ของโจทก์เสียหายเล็กน้อย

ใช้เวลาซ่อมแซมไม่เกิน 7 วัน ค่าซ่อมแซมไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดโดยขับรถยนต์โดยประมาทในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 24,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นางอรฉลาดภัทรพักต์ ซึ่งเป็นภริยายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงธนบุรีในข้อหาขับรถฝ่าสัญญาณไฟสีแดง เมื่อคดีดังกล่าวศาลแขวงธนบุรีพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ในการพิพากษาคดีนี้ในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถฝ่าสัญญาณไฟสีแดง

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ถูกฟ้องเป็นมูลละเมิดเรียกค่าเสียหายในคดีนี้นั้น จำเลยที่ 1 เคยถูกพนักงานอัยการ กรมอัยการ ฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และไม่หยุดรถขณะมีสัญญาณไฟสีแดง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 22, 43, 152, 157 ศาลแขวงธนบุรีวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีเหตุสงสัยอยู่ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยไป พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำนวนคดีอาญา หมายเลขแดงที่10213/2528 ของศาลแขวงธนบุรี ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์ นายบุญจอง ฉัตรนากร จำเลย

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะถือเอาข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้นั้น จะต้องเป็นคดีที่มีมูลกรณีเดียวกัน และเป็นคู่ความเดียวกันซึ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ คู่ความในคดีส่วนแพ่งก็จะต้องเป็นผู้เสียหายอยู่ในคดีนั้น ๆ ด้วย แต่ในคดีอาญาดังกล่าวที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ในคดีนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ใช่ผู้เสียหายตามข้อหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือคู่ความในคดีอาญา ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่ง ในการพิพากษาคดีนี้ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · มงคล เปาอินทร์ · มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์...ยักยอก...ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 710897)

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงนครสวรรค์เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2097/2563 ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่ง ป.อ. มาตรา 328 มีระวางโทษเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อยื…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้