Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4176/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมที่ดินของโจทก์ เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) ซึ่งมีจำเลยเป็นเจ้าของ อยู่ติดถนนสาธารณะ ต่อมาโจทก์ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 3 งาน ซึ่งอยู่ด้านหลังก่อนแบ่งแยกหรือแบ่งโอนจำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ว่าจะเปิดทางเดินกว้าง 2.5 เมตร ให้โจทก์ทั้งสองเดินออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต่อมาจำเลยได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ปิดกั้นด้านหน้าทำให้โจทก์ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ หากจะออกสู่ทางสาธารณะด้านหลังจะต้องอาศัยทางในที่ดินของผู้อื่น และโจทก์ไม่มีสิทธิใช้ทางดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินของโจทก์อยู่ในที่ล้อมจึงมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนไปสู่ทางสาธารณะได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 การยกเลิกสัญญาที่จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้ทางผ่านดังกล่าวเป็นข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1338 วรรคสอง เพียงแต่ตกลงยกเลิกข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วยปากเปล่าจึงไม่มีผลผูกพัน และเมื่อเป็นทางจำเป็นโดยผลของกฎหมายจึงไม่จำต้องไปจดทะเบียน โจทก์มีสิทธิเดินผ่านที่ดินของจำเลยได้เมื่อจำเลยปิดทางเดินทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้เปิดทางได้โดยไม่มีอายุความ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 402 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองหารอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ติดทางสาธารณะ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2519 จำเลยได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจำนวน3 งาน ซึ่งอยู่ด้านหลังขายให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้ที่ดินโจทก์ที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ และก่อนแบ่งโอนจำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ว่าจะเปิดทางเดินกว้าง 2.5 เมตร ให้โจทก์เดินออกสู่ทางสาธารณะต่อมาเดือนกรกฎาคม 2530 จำเลยสร้างรั้วปิดกั้นทางเดินไม่ยอมให้โจทก์เดินผ่านที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณะโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยเปิดทาง จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมเปิดทาง จึงขอให้จำเลยร่วมกันเปิดทางเดินด้านทิศเหนือ

กว้าง 2.5 เมตรให้แก่โจทก์เพื่อผ่านออกสู่ทางสาธารณะและให้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ไปให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ทายาทของนายโกเมนมณีมาโรจน์ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องด้วย จำเลยเคยทำสัญญากับโจทก์ว่าจะเปิดทางเดินให้โจทก์เดินออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงยกเลิกสัญญาดังกล่าวเพราะโจทก์ทั้งสองประสงค์จะได้ที่ดินที่ซื้อจำนวน 3 งาน เต็มเนื้อที่โดยไม่ต้องแบ่งเป็นทางเดิน เมื่อแบ่งโอนที่ดินกันแล้วโจทก์และจำเลยต่างล้อมรั้ว โจทก์ไม่เคยเดินผ่านที่ดินจำเลยเพราะโจทก์เดินออกสู่ทางสาธารณะทางด้านหลัง

ต่อมาปี 2524 จำเลยทั้งสองปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น เต็มเนื้อที่และล้อมรั้วสังกะสีปิดกั้น โจทก์ทราบก็ไม่คัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ไม่เคยเดินผ่านที่ดินจำเลยทั้งสองเป็นเวลา 10 ปีเศษ ถือว่าโจทก์สละสิทธิการใช้สิทธิของโจทก์เป็นอันสิ้นสุด ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์มิได้ฟ้องเพื่อให้จำเลยเปิดทางเดินภายใน 10 ปี นับแต่ปี 2519 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยเปิดทางเดินกว้าง2.5 เมตร เพื่อโจทก์ผ่านที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณะและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 402 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีชื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของอยู่ติดถนนเชียงใหม่-พร้าว ต่อมาปี 2519 โจทก์ทั้งสองได้ซื้อที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 3 งาน ซึ่งอยู่ด้านหลัง ก่อนแบ่งแยกหรือแบ่งโอนจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองว่าจะเปิดทางเดินกว้าง 2.5 เมตรให้โจทก์ทั้งสองเดินออกสู่ทางสาธารณะได้...

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางเดินในที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่... ข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านหลังไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ถ้าโจทก์จะออกสู่ทางสาธารณะจะต้องอาศัยทางในที่ดินของบุคคลอื่นและไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ในที่ล้อมจึงมีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองได้ตกลงยกเลิกสัญญาที่จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางผ่านกว้าง 2.5 เมตร ตามเอกสารหมาย จ.5นั้น เห็นว่า แม้ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจะเป็นจริง แต่ตามข้ออ้างเป็นข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1338 วรรคสอง

บังคับให้ทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่กรณีตามที่จำเลยทั้งสองอ้างมิได้กระทำดังกล่าวเพียงแต่ตกลงยกเลิกข้อจำกัดสิทธิแห่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วยปากเปล่าเท่านั้นจึงไม่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ดังนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อที่ว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำและยกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.5 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่การใช้สิทธิผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้นได้ความตามเอกสารหมาย จ.5 ว่ามีความกว้าง 2.5 เมตร แสดงว่าจำเลยทั้งสองก็ทราบดีว่าความกว้างดังกล่าวพอสมควรแก่ความจำเป็นตามสถานการณ์ความเจริญของบ้านเมือง จึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสองเปิดทางกว้าง 2.5 เมตร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้

ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เมื่อเป็นทางจำเป็นโดยผลของกฎหมาย จึงไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนตามคำขอของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้เดินผ่านที่ดินของจำเลย หรือไม่ขอให้จำเลยเปิดทางเดินเกินกว่า 14 ปี แล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความนั้นเห็นว่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายคือมีสิทธิเดินผ่านในที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ตลอดเวลา เมื่อใดจำเลยทั้งสองปิดทางเดินจนโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้โจทก์ทั้งสองย่อมจะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางได้ กรณีไม่มีอายุความฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · ปรีชา ธนานันท์ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9248/2544

โจทก์ตั้งรูปคดีโดยบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่และขอผ่านที่ดินของจำเลยที่ล้อมที่ดินของโจทก์เพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะ มิได้บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยตกอยู่ภายใต้ภาระจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 164/2522

ที่ดินของจำเลยทั้งสี่ปิดล้อมที่ดินของโจทก์ทั้งสิบจนไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณะได้เมื่อเดิมที่ดินของโจทก์ที่1ถึงที่6กับที่ดินของจำเลยทั้งสี่เป็นที่ดินแปลงเดียวกันเมื่อแบ่งแยกแล้วที่ดินของโจทก์ที่1ถึงที่6…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567

ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วเป็นเหต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2567

ที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือบางส่วนติดทางสาธารณประโยชน์ แต่ทางดังกล่าวมีสภาพเป็นร่องน้ำติดต่อกับร่องน้ำในที่ดินของบุคคลอื่นยาวตลอดนอกแนวเขตที่ดินโจทก์ และมีที่ดินบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีสภาพเป็นทาง มีร่องน้ำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9325/2553

ทางจำเป็นจะขอได้ต่อเมื่อที่ดินมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้