Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยรับคำบังคับแล้วได้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกจากแนวที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของฝ่ายโจทก์ แต่ได้ใช้แผ่นเหล็กหนา 15 เซนติเมตร และ50 เซนติเมตร สูง 1.50 เมตร ก่อกำแพงตามแนวเดิมอันทำให้เป็นไปตามสภาพเดิมอีก ถือเป็นการกระทำโดยวิธีการอันแยบคายของจำเลยที่อาศัยการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างอื่น ให้ผิดไปจากที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาย่อมเป็นที่เข้าใจ และประจักษ์ชัดว่าจำเลยมีเจตนาแท้จริงที่จะหลีกเลี่ยงไม่ถือปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งนี้ก็โดยมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อไปนั่นเอง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายวัสดุดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ไม่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกคำพิพากษา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

คดีนี้สืบเนื่องจาก ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เดือนละ 2,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนกำแพงคอนกรีตที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2539 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ศาลได้ออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายใน 30 วัน จำเลยรับคำบังคับเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2539เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยได้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกจากแนวที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของฝ่ายโจทก์ แต่ได้ใช้แผ่นเหล็กหนา 15 เซนติเมตร และ 50 เซนติเมตร

สูง1.50 เมตร ก่อเป็นกำแพงตามแนวเดิมอีก และจำเลยไม่รื้อหลังคากันสาดอะลูมิเนียมที่จำเลยสร้างคลุมบริเวณรั้วกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่จำเลยทำกำแพงแผ่นเหล็กขึ้นใหม่ตรงแนวรั้วกำแพงคอนกรีตก็เพื่อให้เป็นไปตามสภาพเดิมและการที่จำเลยไม่รื้อถอนหลังคากันสาดอะลูมิเนียมออกเป็นการส่องให้เห็นเจตนาไม่สุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นการจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยมากักขังเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ทำขึ้นใหม่และที่ยังไม่รื้อออกศาลชั้นต้นนัดพร้อม ในวันนัดพร้อมจำเลยแถลงว่า ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตแล้ว ฝ่ายโจทก์แถลงขอให้ศาลออกไปเดินเผชิญสืบดูบริเวณที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นได้ออกไปเดินเผชิญสืบตามคำขอ ปรากฏว่าจำเลยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตที่พิพาทออกไปจากคานคอนกรีตที่เป็นฐานของรั้วกำแพงคอนกรีตตามคำพิพากษาศาลฎีกาและคำบังคับแล้วแต่ด้านหลังอาคารของจำเลยซึ่งมีกันสาดคอนกรีตเสริมเหล็กเครื่องปรับอากาศ และกล่องประตูเหล็กม้วนมีสิ่งของเครื่องใช้ของจำเลยวางอยู่ และจำเลยได้ก่อสร้างชั้นวางของทำด้วยแผ่นเหล็กสูงประมาณ 1.47 เมตร ขึ้นใหม่ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ตลอดแนวรั้วกำแพงคอนกรีตเดิมถัดจากแนวรั้วเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ เว้นแต่กันสาดคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องปรับอากาศ และกล่องประตูม้วนเหล็กที่มีอยู่เดิม

ออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ภายใน 30 วันนับแต่วันมีคำสั่งจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้ข้อเท็จจริงเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งจนมีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษจำเลยในทางอาญาและให้แพ้คดีในทางแพ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะของผู้ที่ทราบเรื่องต่าง ๆ ดี ด้วยเหตุนี้เองในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้จำเลยจึงได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยรื้อถอนรั้วกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วได้ยื่นคำแถลงในศาลชั้นต้นทราบดังปรากฏตามคำแถลงของจำเลยซึ่งเก็บอยู่ในสำนวนสารบาญเก็บอันดับที่ 172 คดีน่าจะเสร็จสิ้นลงด้วยดี แต่กลับปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับจำเลยอ้างเหตุจำเลยใช้เหล็กแผ่นทำเป็นกำแพงตามแนวกำแพงคอนกรีตเดิมปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเก็บอยู่ในสำนวนสารบาญเก็บอันดับที่ 173 เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกไปเดินเผชิญสืบดูที่ดินพิพาทซึ่งก็เป็นจริงตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งเก็บอยู่ในสำนวนสารบาญเก็บอันดับที่ 183 จากมูลคดีโดยสังเขปดังกล่าวมาแล้วประกอบกับภาพที่ 7 ซึ่งเป็นภาพประกอบท้ายคำแถลงแผ่นที่ 2 ของคำแถลงของทนายโจทก์ ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2539ซึ่งเก็บอยู่ในสำนวนสารบาญเก็บอันดับที่ 179 โดยที่จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านภาพถ่ายดังกล่าวอีกทั้งจำเลยได้กระทำการในเวลาใกล้ชิดต่อเนื่องกัน เห็นว่า การกระทำโดยวิธีการอันแยบคายของจำเลยที่อาศัยการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างอื่นให้ผิดไปจากที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาย่อมเป็นที่เข้าใจและประจักษ์ชัดว่าจำเลยมีเจตนาที่แท้จริงที่จะหลีกเลี่ยงไม่ถือปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งนี้ก็โดยมุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อไปนั่นเอง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ไม่เป็นการบังคับคดีเกินหรือนอกคำพิพากษา ฎีกาข้ออื่นของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันธาวุธ ปาณิกบุตร · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6337/2534

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษา ตามยอมพร้อมออกคำบังคับในวันที่ 29 เมษายน 2520 โจทก์จำเลย ลงชื่อรับทราบคำบังคับกำหนดให้จำเลยใช้เงินตาม สัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10209/2553

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 271 ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2574/2551

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เห็นว่าตามหมายบังคับคดีโจทก์ไม่สามารถยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หลังการขายทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2546

ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้าง และสัญญาเช่าสร้างได้ให้จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2545

การที่ศาลชั้นต้นระบุไว้ในคำพิพากษาว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2542 แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินประกาศกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงอัต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้