Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4216/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นหัวหน้าฝ่ายการคลังของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของทางราชการ โดยไม่ส่งมอบเงินที่เหลือจ่ายให้แก่คณะกรรมการเก็บรักษาเงิน เพื่อให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยที่โจทก์ได้จัดไว้ให้ซึ่งมีลูกกุญแจ 3 ดอก แต่กลับนำเข้าเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่มีลูกกุญแจดอกเดียว ทั้งยังนำลูกกุญแจตู้นิรภัยดังกล่าวไปเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 1 เมื่อมีคนร้ายมางัดโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 1 และนำลูกกุญแจตู้นิรภัยไปไขตู้นิรภัยลักเอาเงินที่เก็บรักษาไว้ไปได้ ถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นโดยตรงจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุในเรื่องหัวหน้าส่วนราชการไม่ทักท้วงสั่งการแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ที่ผิดระเบียบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินให้ถูกต้องมาเป็นเหตุว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายการคลังของโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้มีคนร้ายงัดโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ เอาลูกกุญแจตู้นิรภัยของจำเลยที่ ๑ ไขตู้นิรภัยที่จำเลยที่ ๑ นำเงินบำนาญและเงินค่ารักษาพยาบาลที่เหลือจ่ายจำนวน ๑๗๐,๕๗๑.๔๐ บาท ของโจทก์ไป ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสี่ส่วมกันใช้เงินจำนวน ๑๗๐,๕๗๑.๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า สาเหตุที่เงินสูญหายหาใช่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๐ แต่เป็นเพราะมีคนร้ายเข้ามาลักเอาไป ประกอบกับโจทก์ไม่ได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยไว้ให้เหมาะสมเท่าที่ควร

ไม่ได้จัดห้องฝ่ายการคลังให้เป็นสัดส่วน ไม่มีลูกกรงเหล็กกั้นตู้นิรภัย จัดให้ฝ่ายการเจ้าหน้าที่มารวมอยู่ในห้องฝ่ายการคลัง การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบการเก็บรักษาเงินฯ ดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทของโจทก์เอง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า เหตุที่เงินตามฟ้องหายไปเพราะมีคนร้ายงัดโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ เอาลูกกุญแจไปไขตู้นิรภัยที่เก็บเงินไว้ไป มิได้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่หรือการกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๗๐,๕๗๑.๔๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ รับราชการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการคลัง สำนักงานเลขานุการ กรมอัยการ โจทก์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโจทก์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๕ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ไปรับเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยมาจ่ายให้ข้าราชการบำนาญของโจทก์ และจำเลยที่ ๑ นำเงินบำนาญและค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการบำนาญที่ค้างจ่ายในวันนั้นรวมเป็นเงิน ๑๗๐,๕๗๑.๔๐ บาท ไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยใบที่มีลูกกุญแจดอกเดียวในห้องทำงานของจำเลยที่ ๑ แล้วนำลูกกุญแจตู้นิรภัยดอกเดียวนั้นเก็บไว้ในโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยใส่กุญแจลิ้นชักโต๊ะทำงานไว้แล้วนำลูกกุญแจลิ้นชักโต๊ะทำงานติดตัวกลับบ้านตอนเลิกงานเย็นวันนั้น ในคืนนั้นเองมีคนร้ายเข้าไปงัดลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ นำลูกกุญแจตู้นิรภัยดอกเดียวไปไขตู้นิรภัยเอาเงินจำนวนดังกล่าวที่เก็บไว้ไป ปัญหามีว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินบำนาญและเงินค่ารักษาพยาบาลของราชการบำนาญที่ค้างจ่ายรวมเป็นเงิน ๑๗๐,๕๗๑.๔๐ บาท จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เก็บรักษาไว้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่จะต้องดูแลรับผิดชอบแต่ผู้เดียว หากจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๐ ข้อ ๕๙ ที่ว่า "เมื่อสิ้นเวลารับจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่การเงินนำเงินที่จะเก็บรักษาและรายงานเงินคงเหลือประจำวันส่งมอบต่อคณะกรรมการเก็บรักษาเงิน ฯลฯ" เงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่สูญหายไป แต่จำเลยที่ ๑ กลับปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ โดยไม่ส่งมอบเงินให้แก่กรรมการรักษาเงินเพื่อให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยที่โจทก์ได้จัดไว้ ซึ่งมีกุญแจ ๓ ดอก และจำเลยที่ ๑ ได้นำเงินที่จ่ายดังกล่าวเข้าเก็บไว้ในตู้นิรภัยซึ่งมีกุญแจดอกเดียว

+ทั้งยังนำลูกกุญแจตู้นิรภัยดังกล่าวไปเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำที่ประมาทปราศจากความระมัดระวังในการเก็บรักษาลูกกุญแจตู้นิรภัย ซึ่งจะต้องเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งจำเลยที่ ๑ อาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ เพราะอย่างน้อยจำเลยที่ ๑ ต้องทราบดีว่าโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ ไม่มีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะใช้เป็นที่เก็บรักษากุญแจตู้นิรภัยให้มีความปลอดภัย อาจถูกคนร้ายเข้ามางัดลิ้นชักโต๊ะทำงานนำลูกกุญแจนิรภัยไปไขตู้นิรภัยซึ่งอยู่ใกล้โต๊ะทำงานเอาเงินไป และด้วยเหตุจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ เมื่อมีคนร้ายมางัดโต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ คนร้ายจึงสามารถนำลูกกุญแจตู้นิรภัยไปไขตู้นิรภัยลักเอาเงินที่เก็บรักษาไว้ไปได้

ถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นโดยตรงจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบข้อบังคับของทางราชการนับแต่การที่จำเลยที่ ๑ ไม่นำเงินจำนวนที่สูญหายมอบให้คณะกรรมการเก็บรักษาเงินเป็นผู้เก็บรักษาไว้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาลูกกุญแจตู้นิรภัยดีแล้ว ถ้าหากจำเลยที่ ๑ นำลูกกุญแจตู้นิรภัยกลับบ้านไปด้วยก็อาจถูกคนร้ายชิงทรัพย์ และลูกกุญแจอาจสูญหายไป ซึ่งเคยมีเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นกับจำเลยที่ ๑ มาก่อนแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงนำลูกกุญแจตู้นิรภัยเก็บซ่อนไว้ในลิ้นชัก โดยได้ใส่กุญแจโต๊ะไว้อีกชั้นหนึ่ง

นอกจากนี้โต๊ะทำงานของจำเลยที่ ๑ อยู่ในห้องทำงานของฝ่ายการคลัง มีเวรยามรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง เมื่อเลิกงานประตูห้องทำงานก็จะปิดใส่กุญแจไว้นั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ ไม่อาจรับฟังได้เพราะการเก็บรักษาลูกกุญแจตู้นิรภัยเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ โดยเฉพาะ จำเลยที่ ๑ จะอาศัยเวรยามซึ่งมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วไปมาอ้างไม่ได้ นอกจากนี้ศาลฎีกายังเห็นว่าถ้าจำเลยที่ ๑ นำลูกกุญแจตู้นิรภัยติดตัวไปด้วยแม้จะถูกคนร้ายชิงทรัพย์ขณะเดินทางเงินที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยก็คงอยู่ครบถ้วนไม่สูญหายไปด้วย ส่วนที่อ้างว่าคนร้ายอาจจะนำลูกกุญแจตู้นิรภัยไปเปิดตู้นิรภัยในห้องทำงานของฝ่ายการคลังได้นั้น ก็ไม่อาจเป็นไปได้เพราะคนร้ายไม่ทราบถึงเรื่องเงินที่จำเลยที่ ๑ เก็บรักษาไว้ แต่ถ้าหากเป็นคนร้ายภายในซึ่งทำงานร่วมกับจำเลยที่ ๑ คนร้ายนั้นต้องใช้เวลาในการนำลูกกุญแจดังกล่าวไปเปิดตู้นิรภัย

ทำให้จำเลยที่ ๑ มีเวลาที่จะหาทางป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้น ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าได้ถือปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในการเก็บรักษาเงินไว้เช่นเดียวกับหัวหน้าฝ่ายการคลังคนก่อน ๆ ที่ให้มีการปฏิบัติหลังเวลาปิดบัญชีแล้ว หากมีเงินเหลือจ่ายก็ให้ตัดออกจากบัญชีทั้งหมดโดยถือว่ามีผู้รับไปหมดแล้ว เพื่อความสะดวกแก่ข้าราชการบำนาญที่มาขอรับเงินภายหลังเวลาปิดบัญชีแล้ว กับเพื่อไม่ให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการคลังโดยหัวหน้าฝ่ายการคลังคนก่อน ๆ จะนำเงินที่เหลือจ่ายประจำวันไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่มีกุญแจดอกเดียวและถือลูกกุญแจไว้ และถ้าหากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหัวหน้าส่วนราชการเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ

พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็จะต้องสั่งการแก้ไขให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เมื่อไม่มีการทักท้วงหรือสั่งการใด ๆ จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า หากมีการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าฝ่ายการคลังคนก่อนดังที่จำเลยที่ ๑ อ้าง ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ผิดระเบียบข้อบังคับของทางราชการ ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ หากมีความเสียหายเกิดขึ้น หัวหน้าฝ่ายการคลังผู้นั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบเช่นเดียวกัน ส่วนในเรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการไม่ทักท้วงสั่งการแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ที่ผิดระเบียบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายการคลังให้เป็นไปโดยถูกต้องตาม ข้อ ๗๒ ของระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๐ นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ จะอ้างมาเป็นเหตุว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้วไม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสียง ตรีวิมล · จุนท์ จันทรวงศ์ · ปชา วรธรรมพินิจ
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายโสภณ จันเทรมะ
ศาลอุทธรณ์ - นายประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 700072)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 703998)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้อง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้