เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์ไม่เคยทวงถามก่อนฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าไม้ไผ่จำนวน 570 ลำ ในอัตราลำละ 13 บาท รวมเป็นเงิน 7,410 บาทพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับไม้ไผ่จำนวน 570 ลำ ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งให้โจทก์ส่งไม้ไผ่ 570 ลำแก่องค์การสหประชาชาติซึ่งจำเลยจะต้องชำระหนี้จำนวนนี้แก่โจทก์อนึ่ง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ขณะนำสืบและส่งเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศ โจทก์ไม่ได้ส่งคำแปลต่อศาลและไม่ได้ส่งคำแปลให้จำเลยด้วย จึงรับฟังไม่ได้นั้น
ปรากฏว่าโจทก์นำสืบและส่งเอกสารหมาย จ.13 วันที่ 23 กรกฎาคม 2530 ในนัดต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม2530 โจทก์ขอส่งคำแปลเอกสารหมาย จ.13 ที่มีคำรับรอง ศาลอนุญาตแล้วจึงเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46แล้วศาลรับฟังเอกสารหมาย จ.13 เป็นพยานได้ ส่วนเอกสารหมาย จ.6ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าเป็นสำเนาเอกสารรับฟังไม่ได้นั้น ปรากฏว่าโจทก์เบิกความว่า ต้นฉบับเอกสารหมาย จ.6 นี้ จำเลยได้รับคืนไปแล้ว ส่วนจำเลยเบิกความว่าต้นฉบับอยู่ที่จำเลยหรือไม่จำไม่ได้จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) ศาลรับฟังสำเนาเอกสารได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับไม้ไผ่จำนวน570 ลำ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น