Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

(คดีแดงที่ 4239 - 4240/2542) ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนนอกจากจะขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ยังที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อให้พยานชี้ตัวแล้ว พนักงานสอบสวนได้อ้างเหตุที่ต้องขออนุญาตฝากขังด้วยว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 15 ปาก พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจกระทำการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นได้ มิได้จำกัดเพียงให้พยานชี้ตัวผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจนำตัวผู้ต้องหาออกนอกพื้นที่ที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อตรวจค้นตามหมายค้นได้ คำร้องของผู้ต้องหาที่ขอให้หน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยาคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล ร.และให้ พ.ตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายเพื่ออ้างเป็นพยานหลักฐานของผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 15 และ ป.วิ.พ.มาตรา 101 นั้นก็คือการชันสูตรพลิกศพนั่นเอง ซึ่งตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ.ถือว่าการชันสูตรพลิกศพเป็นการสอบสวนความผิดอาญาอย่างหนึ่ง และ ป.วิ.อ. ได้บัญญัติผู้มีหน้าที่ทำการชันสูตรพลิกศพและได้ให้อำนาจผู้ทำการชันสูตรพลิกศพทำการผ่าศพแล้วแยกธาตุส่วนใดหรือจะให้ส่งทั้งศพ หรือบางส่วน ไปยังแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุของรัฐบาลก็ได้ และยังให้อำนาจผู้ชันสูตรพลิกศพจัดให้ขุดศพขึ้นเพื่อตรวจดูได้ กำหนดวิธีการที่ ป.วิ.อ.บัญญัติไว้โดยเฉพาะในภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 แล้วตามมาตรา 150, 151 และ 153จึงนำ ป.วิ.พ.มาตรา 101 มาอนุโลมบังคับหาได้ไม่ ดังนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายเสร็จแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการตามคำร้องของผู้ต้องหาที่ขอให้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายได้อีก

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๑

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด ส่งตัวผู้ต้องหาซึ่งร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ร่วมกันตั้งแต่ ๕ คน ขึ้นไป ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือสาเหตุแห่งการตาย ร่วมกันทำลายเอกสารของผู้อื่น และร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๙๕, ๓๐๙ วรรคสอง, ๓๑๐,๒๘๘, ๑๙๙, ๑๘๘ และ ๓๓๕ (๗) เข้าพบผู้ร้อง ผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนารับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ตามอำนาจฝ่ายทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๔๖ และตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทยเรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ต้องหาในความผิดอาญาพ.ศ.๒๔๙๘ โดยฝ่ายทหารควบคุมตัวไว้ครั้งที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ถึงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๑ แต่เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จ ผู้ร้องจึงขอให้ควบคุมผู้ต้องหาไปอีกเป็นครั้งที่ ๒ มีกำหนด ๑๒ วัน แต่ผู้ร้องได้รับแจ้งจากฝ่ายทหารว่าผู้ต้องหาถูกปลดออกจากราชการแล้ว ฝ่ายทหารไม่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาไว้ต่อไปและส่งตัวผู้ต้องหาให้ผู้ร้องในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๑ ผู้ร้องยังสอบสวนไม่เสร็จ

เนื่องจากต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก ๑๕ ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์คราบโลหิตในรถยนต์ของกลาง และผลการตรวจเปรียบเทียบคราบโลหิตจากกองพิสูจน์หลักฐาน จึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวนต่อไปอีกมีกำหนด ๑๒ วัน นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๒๒ กันยายน๒๕๔๑ พร้อมกับขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ยังที่ทำการของกองปราบปรามเนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปให้พยานชี้ตัวในที่ทำการของกองปราบปราม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังตามขอ และไต่สวนคำขอรับตัวผู้ต้องหาไปขังที่กองปราบปราม แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องรับตัวผู้ต้องหาไปขังไว้ที่กองปราบปรามมีกำหนด ๑๒ วัน ต่อมาวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๑ ผู้ต้องหายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ ผู้ร้องดำเนินการสอบสวนผู้ต้องหาเพิ่มเติมและนำผู้ต้องหาออกนอกพื้นที่ที่ทำการของกองปราบปรามโดยผู้ต้องหาไม่ยินยอมเพื่อตรวจค้นตามหมายค้น ซึ่งขัดต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ ๑ และขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗, ๘๙ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๔๐ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ ๑ อย่างเคร่งครัดเพื่อให้พยานชี้ตัวผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พนักงานสอบสวนมีเหตุจำเป็นในการสอบสวนเพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นไป โดยขอรับตัวไปควบคุมที่กองปราบปราม ส่วนการนำตัวผู้ต้องหาไปนอกพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนคดี ข้อคัดค้านจึงไม่อาจรับฟังได้ยกคำร้องคัดค้าน และเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ ผู้ต้องหายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ตรวจพิสูจน์ศพนายพูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ ผู้ตายเสร็จแล้ว ศพผู้ตายอาจถูกเผาทำลายไปก่อน ผู้ต้องหาประสงค์จะขอตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายเพื่อหาข้อเท็จจริงและอ้างเป็นพยานหลักฐานของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๑๐๑ โดยจะให้หน่วยนิติเวช

ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และนางพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ซึ่งเป็นแพทย์ที่เป็นคนกลางไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายใดเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ว่าใช่นายพูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ หรือไม่ ตายเพราะอะไรบาดแผลใด ตรวจน้ำอสุจิ ตรวจเลือด ตรวจเส้นผมและอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายศพและค่าตรวจนั้น ผู้ต้องหาจะเป็นผู้ชำระ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาอยู่แล้วว่าศพนั้นเป็นผู้ตายจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้กรณีไม่มีเหตุที่ผู้ต้องหาจะขอสืบพยานเพื่อพิสูจน์ศพในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำร้องขอฝากขังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้พยานชี้ตัวผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เห็นว่า แม้การที่พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาออกนอกพื้นที่ที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อตรวจค้นตามหมายค้นจะเป็นการนอกเหนือจากคำร้องขอฝากขังที่ระบุว่าขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ยังที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อให้พยานชี้ตัวในที่ทำการของกองปราบปราม แต่ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนดังกล่าวนอกจากพนักงานสอบสวนจะขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ยังที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อให้พยานชี้ตัวแล้ว พนักงานสอบสวนได้อ้างเหตุที่ต้องขออนุญาตฝากขังด้วยว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น

ต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก ๑๕ ปาก ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนพยานดังกล่าวหรือกระทำการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นได้ มิได้จำกัดเพียงให้พยานชี้ตัวผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนคำร้องขอให้หน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และนางพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ตรวจพิสูจน์ศพตามคำร้องของผู้ต้องหาเพื่ออ้างเป็นพยานหลักฐานของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๑ นั้นก็คือการชันสูตรพลิกศพนั่นเอง ซึ่งตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถือว่าการชันสูตรพลิกศพเป็นการสอบสวนความผิดอาญาอย่างหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ได้บัญญัติผู้มีหน้าที่ทำการชันสูตรพลิกศพไว้แล้วคือพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ กับสาธารณสุขจังหวัด หรือแพทย์ประจำสถานีอนามัย หรือแพทย์ประจำโรงพยาบาล

ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ใช้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขประจำท้องที่หรือแพทย์ประจำตำบล นอกจากนี้มาตรา ๑๕๑ ได้ให้อำนาจผู้ทำการชันสูตรพลิกศพทำการผ่าศพแล้วแยกธาตุส่วนใดหรือจะให้ส่งทั้งศพ หรือบางส่วน ไปยังแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุของรัฐบาลก็ได้ และมาตรา ๑๕๓ ยังให้อำนาจผู้ชันสูตรพลิกศพจัดให้ขุดศพขึ้นเพื่อตรวจดูได้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะในภาค ๒ ลักษณะ ๒หมวด ๒ แล้ว จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐๑ มาอนุโลมบังคับหาได้ไม่ และข้อเท็จจริงได้ความว่า พนักงานสอบสวนได้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายเสร็จแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการตามคำร้องของผู้ต้องหาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ต้องหามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย เต้พันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · ชวลิต ยอดเณร
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้