Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ป.พ.พ. มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำ

ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า

ๆ กันและเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ศ. ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตรโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีนางสาววลัยภรณ์ จำเลยที่ 1 กับนางศิรินทร์รัตน์ จำเลยที่ 2 บัญชีเลขที่ 415 - 0 - 31421 - 7 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 216,690 บาท จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของจ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตาย จากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีจำเลยทั้งสอง เลขที่บัญชี 415 - 0 - 31421 - 7 ให้แก่ทายาทของจ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตาย คนละหนึ่งในหกส่วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับนางคำดี มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางคำดี หลังจากนั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2545 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 ระหว่างอยู่กินด้วยกันกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จำนวน 900,000 บาท ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อสวัสดิการทั่วไปแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำกองทัพภาคที่ 2 และผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัททิพยประกันภัย

จำกัด (มหาชน) วงเงินเอาประกัน 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ผู้ตายยังเปิดบัญชีประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 415 - 0 - 07961 - 7 และ 415 - 0 - 25741 - 8 ไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน และเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มสำหรับบัญชีเงินฝากดังกล่าวบัญชีละ 1 บัตร ตามหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากและการใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตาย ซึ่งมีความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้ถือบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวรวม 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาจำเลยทั้งสองขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้ตายจากบริษัททิพยประกันภัย

จำกัด โดยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีชื่อจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เลขที่ 415 - 0 - 31421 - 7 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 จำนวน 1,300,145.99 บาท และในวันที่ 30 มิถุนายน 2555 มีการโอนเงิน 612.77 บาท เข้าบัญชีดังกล่าวอีก รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท ตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนและรายการบัญชีท้ายหนังสือนำส่งพยานเอกสารของผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2555

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เงินประกันชีวิตของผู้ตายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอแบ่งเงินประกันชีวิตดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิตจำนวน 1,300,758.76 บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์

มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กันเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุภัทร์ สุทธิมนัส · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2563

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยรวมทุกกระทงแล้วจำคุก 28 ปี 56 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) แต่เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563

เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของ ช. และ ป. ตามลำดับ แล้ว จำเลยจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ตามที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้หลายประการ เช่น ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2566

การฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด หากพิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) เมื่อส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2560

โจทก์เป็นบุตรที่ผู้ตายรับรองจึงเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยนั้น ตามสภาพปกติธรรมดาของสังคมไทยย่อมต้องการให…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้