Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 42633)

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์จำเลยลงทุนร่วมกันเพื่อซื้อที่ดินไปขายแบ่งกำไรกันต่อมาโจทก์ขอเงินลงทุนคืนจำเลยจึงออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์ เมื่อเช็คที่จำเลยออกให้ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้นำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยไปดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์ โดยไม่ได้ตกลงกำหนดราคาที่ดินทั้งสามแปลงเป็นอย่างอื่น ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 วรรคแรก ทำให้หนี้ตามเช็คเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คมาฟ้องเรียกเงินจากจำเลยอีก

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนมีใจความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้แก่โจทก์ 2 ฉบับ เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ 30 เมษายน 2534 และ 16 สิงหาคม 2534 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท และ 5,412,312 บาท ตามลำดับ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินตามเช็คเป็นเงิน 5,412,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การทั้งสองสำนวนว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์จริง

ต่อมาจำเลยโอนที่ดิน 3 แปลง ชำระหนี้แก่โจทก์ มูลหนี้ตามเช็คจึงระงับลงแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,650,647 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์จำเลยลงทุนร่วมกันเพื่อซื้อที่ดินของนายขจร ศรเนตร บริเวณสี่แยกข่วงสิงห์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 15 ไร่1 งาน 20 ตารางวา เพื่อนำไปขายแบ่งกำไรกัน จำเลยรับเงินลงทุนจากโจทก์2 ครั้งเป็นเงิน 2,000,000 บาท และ 3,333,400 บาท

ทั้งยืมเงินโจทก์เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในส่วนของจำเลยด้วยเป็นเงิน 1,000,000 บาท ตามเช็คและบันทึกการรับเช็คเอกสารหมาย จ.14, จ.15 และ ล.10 , ล.11 จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทฉบับแรกเป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ 30 เมษายน 2534 เพื่อชำระหนี้เงินยืมโจทก์เป็นเงิน 1,000,000บาท ซึ่งธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 31 กรกฎาคม 2534ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาจำเลยไม่สามารถซื้อที่ดินของนายขจรได้สำเร็จ เป็นเหตุให้นายขจรริบเงินมัดจำที่วางไว้จำนวน 500,000 บาท โจทก์ขอเงินลงทุนที่จำเลยรับไปแล้วทั้งหมดคืน จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คพิพาท ฉบับที่ 2 เป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาแม่ริม ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2534 ชำระหนี้เงินลงทุนที่จำเลยรับไปจากโจทก์ทั้งสองครั้งโดยหักค่าใช้จ่ายกับเงินมัดจำที่นายขจรริบไปแล้วเป็นเงิน 5,412,312 บาท

ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ในวันที่ 15 พฤศจิกายน2534 ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.20 จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 27 มิถุนายน 2534 โดยโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาตลาดหนองหอย เป็นเงิน 500,000 บาท และครั้งที่ 2 ในวันที่ 11 ตุลาคม 2534 โดยชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาทตามเอกสารการโอนเงินและบันทึกเอกสารหมาย ล.13 และ ล.14 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2534 โจทก์ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของจำเลยพร้อมทะเบียนบ้านกับบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ไปดำเนินการโอนที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.15 หรือ จ.24 หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 3166 เลขที่ดิน 408 กับทะเบียนเลขที่ 3167 เลขที่ดิน 409 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทะเบียนเลขที่ 323 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เอกสารหมาย ล.3,ล.4 และ ล.6 ตามลำดับเป็นของโจทก์พิเคราะห์แล้ว

คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ

จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าได้ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์จริง โดยฉบับแรกจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ส่วนฉบับที่สองโจทก์ได้ดำเนินการโอนที่ 3 แปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์เป็นการยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคแรก หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงระงับสิ้นไป เห็นว่า ตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนอื่นใดต่อโจทก์อีกนอกจากหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่านอกจากหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแล้ว จำเลยยังมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์อยู่อีกประมาณ 1,800,000 บาทและการที่โจทก์ดำเนินการโอนที่ดิน 3 แปลง ของจำเลยเป็นชื่อโจทก์นั้น เป็นการชำระหนี้ในส่วนดังกล่าวมิใช่เป็นการชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับซึ่งในเรื่องหนี้จำนวน 1,800,000 บาท

นอกเหนือจากเช็คพิพาททั้งสองฉบับนี้ก็มีแต่เพียงตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ หามีเอกสารหรือหลักฐานใด ๆมาสืบสนับสนุนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อไม่ แม้แต่นางจริยา ทองมิตร พยานโจทก์ที่อ้างว่ารู้เห็นในขณะที่โจทก์และจำเลยตกลงกันเรื่องหนี้สินตามเอกสารหมาย ล.8 ก็มิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยรับว่ายังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีก 1,800,000 บาท นอกเหนือจากหนี้สินตามเช็คพิพาทตามคำเบิกความของโจทก์ ตรงกันข้ามฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความยืนยันประกอบเอกสารหมาย ล.8 หรือ จ.7 ซึ่งโจทก์รับว่าได้เขียนข้อความต่าง ๆ เพื่อบันทึกช่วยความจำไว้ ดังที่โจทก์ได้ขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีดำไว้ โดยเป็นลายมือของโจทก์เองทั้งหมด และในเอกสารหมาย ล.8 นี้ ก็ระบุจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตรงกับจำนวนเงินที่ระบุในเช็คพิพาทฉบับที่ 2 คือ 5,412,312 บาท ทั้งระบุหมายเลขเช็คและวันที่สั่งจ่ายเช็คตรงกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า หากในวันดังกล่าวมีหนี้สินจำนวน 1,800,000 บาท นอกเหนือจากจำนวนเงิน 5,412,312 บาท ที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.8 โจทก์ก็ชอบที่จะให้จำเลยบันทึกไว้เป็นหลักฐานในเอกสารดังกล่าวด้วย แม้โจทก์จะอ้างว่าได้ขอให้จำเลยออกเช็คอีกฉบับหนึ่งแต่จำเลยอ้างว่าไม่ได้นำสมุดเช็คติดตัวมาด้วยก็ตาม โจทก์ก็สามารถจะบันทึกให้ปรากฏเป็นหลักฐานในเอกสารหมาย ล.8 เองได้ แต่โจทก์ก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงต้องตรงกันมาว่าพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยยังมีหนี้สินอื่นคงค้างที่โจทก์จัดนำที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยตีใช้หนี้ได้ นอกจากมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามฟ้องเท่านั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้วเป็นเงินถึง 750,000 บาท และเมื่อเช็คพิพาทฉบับที่สองถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยได้ดำเนินการโอนที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยเป็นชื่อโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกำหนดราคาที่ดินทั้งสามแปลงเป็นอย่างอื่น ย่อมถือเสมือนว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 วรรคแรก ทำให้หนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นอันระงับสิ้นไปโจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องเรียกจากจำเลยอีก คดีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีราคาคุ้มกับจำนวนหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพินทร บรรจงศิลป · สมชาย จุลนิติ์ · ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้