Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้รับเงินเพราะเหตุออกจากงานเป็นเงินชดเชยการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานที่ถือว่าเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 1(ค) โดยนายจ้างจ่ายให้โจทก์กับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 45) ข้อ 1(ข) โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ น. ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากไม่ใช่นายจ้างของโจทก์เป็นผู้จ่าย โดยจ่ายให้คนละปีภาษี เงินชดเชยกับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ใช่ผู้จ่ายรายเดียวกัน โจทก์ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากรไม่เพียงเฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้เท่านั้นตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2(ข)ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นคนละปีภาษีกับที่โจทก์ได้รับเงินชดเชย โจทก์จึงนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ น. ที่ได้รับมาเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นในปีภาษีต่อมาตามมาตรา 48(5) ได้ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นพนักงานของบริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541 บริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด เลิกจ้างโจทก์ โจทก์ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างจากบริษัทนายจ้างทันทีจำนวน 1,022,825 บาท หักภาษี ณที่จ่าย 40,191 บาท ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโนวาร์ตีส ซึ่งจดทะเบียนแล้วจำนวน 1,527,855 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 85,885.60 บาท วันที่ 26 มกราคม 2542 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยโจทก์นำเงินชดเชยจากการเลิกจ้างมาคิดคำนวณหักค่าใช้จ่ายแบบบำเหน็จบำนาญ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืน 15,000 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเงินได้จากดอกเบี้ย โดยโจทก์นำเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาคิดคำนวณหักค่าใช้จ่ายแบบบำเหน็จบำนาญอีกครั้ง

ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 10 เมษายน 2543 แจ้งว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิคำนวณภาษีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษี โดยไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ๆ ในปีภาษี 2541 แล้วจึงไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ในปีภาษี 2542 ให้โจทก์ชำระภาษี 205,098.69 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานในส่วนของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถูกต้องแล้ว

คงเหลือภาษีที่เรียกเก็บพร้อมเงินเพิ่ม 176,479.26 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 โจทก์เห็นว่าโจทก์ได้รับเงินทั้งสองประเภทเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน แม้โจทก์จะได้รับคนละปีภาษีก็ตามโจทก์ก็มีสิทธินำมารวมกันแล้วคำนวณหักค่าใช้จ่ายแบบบำเหน็จตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48(5) ได้การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 3014400/1/100600 ลงวันที่ 10 เมษายน2543 ของจำเลยที่ให้โจทก์เสียภาษีทั้งสิ้น 205,098 บาท และให้ยกเลิกคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่

สภ. 3 (อธ. 4)/1/2544 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2544 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยให้การว่า โจทก์ถูกให้ออกจากงานได้รับเงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง และเงินจากทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเงินทั้งสองประเภทเป็นเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุที่โจทก์ถูกให้ออกจากงานแต่ได้รับเงินคนละปีภาษี โจทก์ไม่มีสิทธินำเงินได้แต่ละประเภทมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายแบบบำเหน็จบำนาญตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48(5) เพราะตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ลงวันที่ 24 กันยายน2535 ข้อ 2(ข) กำหนดให้ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้พึงประเมิน ซึ่งเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามข้อ 1 จากผู้จ่ายรายเดียวกันหลายครั้งไม่ว่าจะแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท

ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาทโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นพนักงานของบริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2525จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2541 จึงถูกเลิกจ้าง บริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด จ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 จำนวน 1,022,825 บาท

หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 40,191 บาท ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโนวาร์ตีสซึ่งบริหารงานโดยธนาคารทหารไทย จำกัด จำนวน 1,527,855 บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 85,885.60 บาท เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2542 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนของเงินชดเชยการเลิกจ้างโดยเลือกเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48(5) ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 1,527,855 บาท และเงินได้จากดอกเบี้ยจำนวน 187,976.39 บาท โดยโจทก์เลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แต่จำเลยเห็นว่า โจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ได้เลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) ไปแล้วในปีภาษี 2541 โจทก์จึงไม่มีสิทธิชำระภาษีโดยวิธีดังกล่าวอีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 45)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเสียภาษีในเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโนวาร์ตีสจำนวน 1,527,855 บาท ที่ได้รับในปีภาษี 2542ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48(5) ได้หรือไม่ เห็นว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากรได้หรือไม่ มาตรา 48(5) บัญญัติว่า ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2)ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด... ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขไว้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ดังนี้...ข้อ 1. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้ก) เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการข) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานง) เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ข้อ 2. เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48(5)

แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 จากผู้จ่ายรายเดียวกันหลายครั้งไม่ว่าจะแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น...ค) ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน.. ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับเงินเพราะเหตุออกจากงาน2 ประเภท

ประเภทที่หนึ่งเป็นเงินชดเชยการเลิกจ้างจำนวน 1,022,825 บาท ซึ่งเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่ถือว่าเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 1 (ค) โดยนายจ้างจ่ายให้โจทก์ในวันที่ 30 ธันวาคม 2541 ประเภทที่สองเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 1,527,855 บาท โดยจ่ายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 1(ข) ผู้ที่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่โจทก์คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโนวาร์ตีส ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากไม่ใช่นายจ้างของโจทก์เป็นผู้จ่ายดังนี้

จะเห็นได้ชัดว่าเงินชดเชยการเลิกจ้างกับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผู้ที่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ไม่ใช่ผู้จ่ายรายเดียวกัน จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากรได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้เท่านั้นตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2 (ข) ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีภาษี 2542 ซึ่งเป็นคนละปีภาษีกับที่โจทก์ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้าง โจทก์จึงชอบที่จะนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโนวาร์ตีสจำนวน 1,527,855 บาท ที่ได้รับในปีภาษี 2542 มาเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48(5)

แห่งประมวลรัษฎากรได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 3014400/1/100600 ลงวันที่ 10 เมษายน 2543 ของจำเลยที่ให้โจทก์เสียภาษี 205,098 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 3 (อธ. 4)/1/2544 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2544 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 2,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · วิชัย ชื่นชมพูนุท · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้