Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) และ (8) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) แต่เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นปรับบทเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 เป็นการไม่ถูกต้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่แก้ไขก็เป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336, 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 กระทำผิดในขณะที่อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายรังสันต์ ศรีประวัติ ผู้เสียหาย แล้วลักเอาแม่แรงตะเข้จำนวน 1 อัน ราคา 1,400 บาท ถังแก๊สจำนวน 1 ถัง ราคา 500 บาท ปากกาสำหรับจับเหล็กจำนวน1 ตัว ราคา 1,000 บาท รอกสำหรับยกรถจำนวน 1 ตัว ราคา 2,000 บาท แม่แรงยกรถขนาดเล็กจำนวน 4 ตัว ราคา 200 บาท และปั๊มสูบน้ำจำนวน 2 ตัว ราคา 40 บาท ของผู้เสียหายกับเครื่องสูบน้ำจำนวน 1 เครื่อง ราคา 6,000 บาท ของนางมาลี ฉัตราภรณ์วิเชียร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปโดยสุจริต โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป

คดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายกับนางส้มจีน มีศิริ ซึ่งเป็นภริยาไม่อยู่บ้าน แต่มีนางกล่อม มีศิริ มารดาของนางส้มจีนเฝ้าบ้าน เมื่อพยานกลับมา นางกล่อมบอกว่าจำเลยทั้งสองมาเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นางกล่อมเบิกความว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าจะมาเอาสิ่งของของจำเลยที่ 1 พยานจึงว่าถ้าเป็นของจำเลยที่ 1 ก็เอาไป แต่หากไม่ใช่อย่าเอาไป นางส้มจีนเบิกความว่า หลังทราบเรื่องจากนางกล่อมพยานได้ไปปรึกษากับเจ้าพนักงานตำรวจและนำหมายเรียกไปที่บ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อ้างว่าทรัพย์สินที่เอาไปเป็นของจำเลยที่ 1 เอง

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับตัวมา จำเลยที่ 1 อ้างว่า เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจจับตัวมา จำเลยที่ 2 มาด้วย เพราะอยู่ด้วยกัน สิบตำรวจเอกชำนาญ น้อยบุตร ผู้จับเบิกความว่า ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ร้อยตำรวจเอกเสริมส่ง อินทร์ประสงค์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมาตามจำเลยที่ 2 ให้ไปช่วยขนอุปกรณ์ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายยืมไป เห็นว่า ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดคงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการขนทรัพย์สินของผู้เสียหายเท่านั้น

กรณีไม่มีพฤติการณ์แวดล้อมอันส่อเจตนาของจำเลยที่ 2 อย่างอื่นประกอบ จำเลยที่ 1 ใช้กลอุบายในการลักทรัพย์โดยอ้างต่อนางกล่อมว่าจะมาเอาสิ่งของของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้เสียหายตามไปที่บ้านจำเลยที่ 1 อ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของตนเอง แม้ถูกจับก็ยังคงอ้างว่าเป็นของตนเอง ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 มาตามให้ไปช่วยขนอุปกรณ์ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายยืมไปจึงมีเหตุผลน่ารับฟัง ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อได้ทรัพย์สินไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเพียงลำพังและเก็บไว้ในที่เปิดเผยในบ้านของจำเลยที่ 1 เองมิได้นำไปซุกซ่อนหรือนำไปจำหน่ายแบ่งเงินกัน อันจะส่อให้เห็นเจตนาทุจริตของจำเลยที่ 2 เมื่อถูกจับจำเลยที่ 2 ก็ให้การปฏิเสธในทันทีทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน กับได้ความจากคำของสิบตำรวจเอกชำนาญตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า

จำเลยที่ 2 บอกว่าไม่รู้เรื่องด้วย จำเลยที่ 1 เป็นคนบอกให้ไปเอาของ ดังนี้ ลำพังเพียงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปช่วยจำเลยที่ 1 ขนทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมลักทรัพย์กับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) แต่เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์สินนั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นปรับบทเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 เป็นการไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่แก้ไขเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรูญ อินทจาร · ประพันธ์ ทรัพย์แสง · จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้