คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๑๙ เวลางกลางวัน จำเลยลักสร้อยคอและสร้อยข้อมือทองคำ ๖๐ เส้น พร้อมด้วยกล่องใส่ รวมราคา ๑๒๑,๕๑๐ บาท ของนางสุภรณ์ เภตราไชยอนันต์ ไปโดยสุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔
จำเลยให้การรับสารภาพ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนด ๖ ปี แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบ ๑๘ ปี
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ (๒) โดยนายแปลกบิดาขอรับตัวจำเลยไปและจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๓ พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีอายุ ๑๒ ปี ถูกฟ้องคดีลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้จำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนด ๖ ปี แต่อย่าให้เกินกว่าที่จำเลยจะมีอายุครบ ๑๘ ปี จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาดังกล่าวไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ (๑) ถึง (๔) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๓ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์มา และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยเสียนั้นเป็นการชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน