Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4320/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 7,925,895.90 บาท เมื่อที่ดินที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและผลของการเพิกถอนก็เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ในชั้นยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองกลับยื่นอุทธรณ์แยกกัน โดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมินคิดเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 6,793,625 บาท แต่จำเลยทั้งสองต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามทุนทรัพย์คนละ 7,925,895.90 บาท ดังนั้น ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองเสียมาเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกัน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยแต่ละคนได้ชำระไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 7,925,895.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่เนื้อที่ต้องไม่เกิน 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 เดิมมีชื่อโจทก์และ นางสาวจิราภรณ์ ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยได้รับมรดกจากมารดาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2512 ต่อมาโจทก์และนางสาวจิราภรณ์ขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับนางสาวสุธินี แต่มิได้ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด จนที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวสุธินี ครั้นวันที่ 29 กรกฎาคม 2517 นางสาวสุธินีจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่นางสาวจิราภรณ์ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 นางสาวจิราภรณ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวจิราภรณ์ และเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวจิราภรณ์จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 10,000,000 บาท

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์กับนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้องได้หรือไม่ ประเด็นนี้โจทก์อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า แต่เดิมโจทก์และนางสาวจิราภรณ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยการรับโอนมรดกจากมารดา หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2512 โจทก์และนางสาวจิราภรณ์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับนางสาวสุธินี เป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่ได้มีการไถ่ถอนการขายฝากตามกำหนด

จนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของนางสาวสุธินี ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2517 โจทก์ นางสาวจิราภรณ์และนางสาวสุธินี ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นดั่งญาติพี่น้องตกลงกันว่านางสาวสุธินีจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์และนางสาวจิราภรณ์ให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันเหมือนเดิมตามที่รับมรดกกันมา แต่ขณะนั้นโจทก์ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเหตุให้มีข้อขัดข้องไม่อาจจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับนางสาวจิราภรณ์ โจทก์จึงให้นางสาวจิราภรณ์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ไปก่อน โดยโจทก์มีนางสาวสุธินี มาเบิกความสนับสนุน เมื่อตรวจพิเคราะห์สำเนาโฉนดที่ดิน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวสุธินี เป็นผู้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่นางสาวจิราภรณ์ภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่านางสาวสุธินีมีเหตุที่จะต้องมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพื่อเป็นปรปักษ์ต่อจำเลยที่ 1 นางสาวสุธินีย่อมเป็นประจักษ์พยานมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขายที่ดินพิพาทเป็นอย่างดี

คำเบิกความของ นางสาวสุธินีย่อมมีน้ำหนักรับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตามคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียวแต่ประการใด เป็นเหตุให้พยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้ว่า นางสาวสุธินี จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์และนางสาวจิราภรณ์ให้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ อันถือได้ว่า โจทก์และนางสาวจิราภรณ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท เมื่อนางสาวจิราภรณ์ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของนางสาวจิราภรณ์และเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวจิราภรณ์ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่ยินยอมตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ผูกพันโจทก์ แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ในวันทำสัญญาขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ทราบจากจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทหรือให้ใช้ราคาที่ดินพิพาทต่อศาลชั้นต้น คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่จำเลยทั้งสองยังคงยืนยันให้มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างกัน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ถือไม่ได้ว่า ในขณะที่ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ได้กระทำโดยสุจริต โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของโจทก์ได้ และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมและมีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 7,925,895.90 บาท เมื่อที่ดินที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และผลของการเพิกถอนก็เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ในชั้นยื่นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองกลับยื่นอุทธรณ์แยกกันโดยโต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เมื่อที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 1,150 บาท จึงคิดเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 6,793,625 บาท

จำเลยทั้งสองต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามทุนทรัพย์คนละ 7,925,895.90 บาท ดังนั้น ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองเสียมาเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกันจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยแต่ละคนได้ชำระไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย นอกจากนี้ ในชั้นฎีกา โจทก์ยื่นฎีกาและวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นฎีกาโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ 7,925,895.90 บาท และนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยทั้งสองต่างชำระเกินดังกล่าวมารวมคำนวณด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นฎีกาที่ชำระเกินมาให้แก่โจทก์ด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 1492 เลขที่ดิน 402 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 ระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำนวน 6 ใน 12 ส่วน แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและแบ่งแยกที่ดินตามส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้เนื้อที่ทั้งหมดรวมแล้วจะต้องไม่เกิน 14 ไร่ 3 งาน 7.5 ตารางวา ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยทั้งสองชำระเกินมาแก่จำเลยทั้งสองคนละ 90,581 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 22,645 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในชั้นฎีกา 181,162 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชิต ลีธรรมชโย · เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช · วิบูลย์ แสงชมภู
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายอดิศักดิ์ กิจสดใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.133/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้