Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามหนังสือสัญญายกให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน มีข้อความปรากฏเฉพาะการที่ พ. มารดาของจำเลยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือเงื่อนไขให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่ พ. ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง สัญญาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่าถูกต้องสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับการที่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองเป็นหลักประกันการกู้เงินกับธนาคาร เช่นนี้ สัญญายกที่ดินพิพาทให้ตามฟ้องจึงไม่ใช่สัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยที่จะต้องตกเป็นโมฆะ สำหรับที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 1876 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกันว่า มีการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่ พ. จะถึงแก่ความตายประมาณเกือบ 10 ปี แต่ไม่ปรากฏว่า พ. จะได้ดำเนินการในลักษณะที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น การมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือดำเนินคดี อีกทั้งโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า รู้เรื่องราวดังกล่าวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ไม่ได้มีการจัดการหรือช่วยเหลือ พ. เพื่อให้จำเลยคืนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ พ. จำเลยให้การและนำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตลอดมาว่า จำเลยไม่ได้เคยตกลงกับ พ. ที่จะโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักมากถึงขนาดที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดก พ.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1876 และ 1877 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เป็นโมฆะ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าว หากสภาพแห่งนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1876 และเลขที่ 1877 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยกเว้นอาคาร ชนิด คสล. 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง พื้นที่ 167 ตารางเมตร ตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร ให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยคนละหนึ่งในสามส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง หรือไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ถือเอาใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นบุตรของนางเพ็ญแก้ว กับนายประชิต เมื่อปี 2511 และปี 2516 ตามลำดับ นางเพ็ญแก้วแต่ผู้เดียวซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1876 และ 1877 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2540 นางเพ็ญแก้วจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1876 ให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงินของจำเลยแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 นางเพ็ญแก้วจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1877 ให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2547 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงินของจำเลยแก่ธนาคารทหารไทย

จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2556 นางเพ็ญแก้วถึงแก่ความตาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนางเพ็ญแก้วหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญายกให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน มีข้อความปรากฏเฉพาะการที่นางเพ็ญแก้วมารดาของจำเลยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือเงื่อนไขให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่นางเพ็ญแก้ว ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างแต่อย่างใด สัญญาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่าถูกต้องสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และข้อเท็จจริงดังกล่าวก็สอดคล้องกันกับการที่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองเป็นหลักประกันการกู้เงินกับธนาคาร

เช่นนี้ สัญญายกที่ดินพิพาทให้ตามฟ้องจึงไม่ใช่สัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและต้องตกเป็นโมฆะ ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า นอกจากสัญญายกให้ดังกล่าวแล้วนางเพ็ญแก้วกับจำเลยยังตกลงสัญญากันด้วยวาจาว่า หากสามารถชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารได้เสร็จสิ้นหมดแล้ว จำเลยจะโอนที่ดินคืนให้แก่นางเพ็ญแก้วนั้น เห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 1876 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกันว่า มีการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่นางเพ็ญแก้วจะถึงแก่ความตายประมาณเกือบ 10 ปี แต่ก็ไม่ปรากฏว่านางเพ็ญแก้วจะได้ดำเนินการในลักษณะที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น การมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือการดำเนินคดี และโจทก์ทั้งสองที่นำสืบเบิกความว่าก็รู้เรื่องราวดังกล่าวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

ก็ไม่ได้มีการจัดการหรือช่วยเหลือนางเพ็ญแก้ว เพื่อให้จำเลยคืนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางเพ็ญแก้ว โดยการให้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือดำเนินคดีกับจำเลยแต่อย่างใด เช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีแต่พยานบุคคลที่ล้วนแต่มีส่วนได้เสียในทางคดีจึงมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย จำเลยให้การและนำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตลอดมาว่า จำเลยไม่ได้เคยตกลงกับนางเพ็ญแก้วที่จะโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักมากถึงขนาดที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเพ็ญแก้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิศาล อัยยะวรากูล · ประยูร ณ ระนอง · กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครพนม - นายนรเทพ สอนเผือก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1399/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1052/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ305/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้