Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4336/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้ชายทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้หญิงโดยใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าเพียงครั้งเดียวมีความผิดอาญาข้อหาทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โจทก์กระทำอย่างอุกอาจในที่ประชุมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและพนักงานอื่น ๆ ในแผนกขณะกำลังประชุมเกี่ยวกับงานของจำเลย โดยโจทก์มิได้เคารพยำเกรงต่อที่ประชุมและผู้บังคับบัญชา มิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้ ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 17

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่พนักงาน Supply line ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,424 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยมากกว่า 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 300 วัน เป็นเงิน 104,240 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 20 วัน เป็นเงิน 6,949 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 104,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,949 บาท

รวมเป็นเงิน 111,189 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงาน Supply line แผนกประกอบชิ้นส่วน ฝ่ายโรงงาน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพียงเดือนละ 9,424 บาทและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกได้รับเงินค่าตำแหน่งอีกเดือนละ 500 บาท เงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท และเงินช่วยพิเศษเดือนละ 100 บาท ซึ่งเงินช่วยค่าครองชีพและเงินช่วยพิเศษมิได้เป็นค่าจ้าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 เวลาประมาณ 8 นาฬิกาซึ่งเป็นวันและเวลาทำงาน ขณะที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานกำลังดำเนินการประชุมพนักงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่โดยมีการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยจะให้มีการทำงานล่วงเวลาเฉพาะงานที่ตกค้างอยู่และงานที่ยังทำไม่ทัน

พนักงานส่วนหนึ่งที่จะได้ทำงานล่วงเวลามีนางสาวมณเฑียร แซ่ลือ ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเหล็กและโลหะแห่งประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แต่เนื่องจากพนักงานของจำเลยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวได้มีข้อตกลงกันว่าหากจำเลยไม่เปิดทำงานล่วงเวลาในทุกหน่วยงานพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจะไม่ยอมทำงานล่วงเวลาโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วยไม่พอใจและพูดต่อว่านางสาวมณเฑียร นางสาวมณเฑียรชี้แจงว่าผู้บังคับบัญชาให้ทำงานล่วงเวลาเฉพาะงานที่ตกค้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่พอใจและใช้มือตบหน้าของนางสาวมณเฑียรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นางสาวมณเฑียรแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์

โจทก์ให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับโจทก์แล้ว จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่าโจทก์กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 38(3), 39(1)ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้ตามข้อ 43.1 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายจำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้องก่อนสืบพยานคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,424 บาท โดยแบ่งเป็นเงินเดือน 9,424 บาท เงินค่าตำแหน่งเดือนละ 500 บาทเงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท และเงินช่วยพิเศษเดือนละ 100 บาท และจำเลยแถลงสละประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างอัตราสุดท้ายศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 104,240 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 26 เมษายน 2544) เป็นต้นไป และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 6,949 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายนางสาวมณเฑียร แซ่ลือ โดยใช้มือตบถูกที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจริง แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ววินิจฉัยว่า แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะระบุไว้ว่าการทะเลาะวิวาทหรือการทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานเป็นการผิดวินัยกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การกระทำใด

ๆ ที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจะต้องเป็นไปตามลักษณะแห่งการกระทำเป็นเรื่อง ๆ ไป จะพิจารณาจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตายตัวเสมอไปหาได้ไม่ เมื่อโจทก์มีเหตุโต้เถียงกับนางสาวมณเฑียรพนักงานในแผนกเดียวกัน และใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรเพียงครั้งเดียว นางสาวมณเฑียรเพียงรู้สึกชาบริเวณกกหูซ้ายโดยไม่มีบาดแผลซึ่งเป็นเพียงความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น จึงเป็นเพียงความผิดเพียงเล็กน้อย

อีกทั้งโจทก์ก็มิได้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงหรือการบังคับบัญชาของนายจ้างนอกจากนี้การกระทำของโจทก์ไม่ปรากฏว่าทำให้จำเลยเสียหาย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าลักษณะการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายร่างกายนางสาวมณเฑียรโดยใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรเพียงครั้งเดียวและมีผลเพียงทำให้นางสาวมณเฑียรรู้สึกชาบริเวณกกหูซ้ายโดยไม่มีบาดแผล

มีความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันเป็นเพียงความผิดลหุโทษเท่านั้นก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้ชาย พนักงานที่ถูกโจทก์ทำร้ายดังกล่าวเป็นผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ได้ความว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวอย่างอุกอาจในที่ประชุมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและพนักงานอื่น ๆ ในแผนกขณะกำลังประชุมเกี่ยวกับงานของจำเลย โดยโจทก์มิได้เคารพยำเกรงต่อที่ประชุมและผู้บังคับบัญชารวมทั้งมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้แต่อย่างใด ลักษณะการกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง

จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 39(1), 44(3) รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
หัสดี ไกรทองสุก · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562

ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6609/2561

การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. จำนวน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2561

โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกคลังสินค้ามีหน้าที่จัดทำเอกสารใบควบคุมการส่งสินค้าเพื่อจ่ายสินค้า ออกจากคลังสินค้าและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ก่อนนำสินค้าขึ้นรถขนส่งจะต้องมีการตรวจสอบรายการสินค้าให้ครบถ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2559

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และไม่ได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้