Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 435/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นฟ้องซ้อนมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้นประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688,689 และ 690 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์

ตำแหน่งพนักงานฝ่ายพัฒนาการขายมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยไม่จำกัดวงเงิน เมื่อระหว่างเดือนกันยายน2543 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เก็บเงินค่าสินค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์จำนวน404,805.40 บาท กับได้เบียดบังสินค้าของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงิน 69,880 บาท ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวมกัน 474,685.40 บาท ได้ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 404,805.40 บาท นับแต่วันครบกำหนดเก็บเงินตามใบวางบิลค่าสินค้าฉบับสุดท้ายคือวันที่ 29 กรกฎาคม 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,149.71 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 69,880 บาท

นับแต่วันถัดจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16มิถุนายน 2544 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,766.15 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินรวมกัน 485,601.26 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยเบียดบังสินค้าและเงินค่าสินค้าของโจทก์แต่โจทก์เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าไม่ได้ จึงบังคับให้จำเลยที่ 1 เซ็นชื่อรับผิดแทนลูกค้าขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยไม่จำกัดวงเงินและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ระหว่างการปฏิบัติงานโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังสินค้าที่นำไปจำหน่ายและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์

ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม 474,685.40 บาท ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โจทก์ได้นำมูลคดีนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือแล้ว พร้อมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์อันเป็นมูลหนี้ในคดีนี้ให้แก่โจทก์ด้วย ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เบียดบังสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ตามฟ้อง

พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 474,685.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่แน่นอน ไม่อาจคำนวณหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ได้ ต้องยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด

ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ถ้าลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้แต่นั้น ประกอบกับมาตรา 691 ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 688, 689 และ 690 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเบียดบังยักยอกสินค้าของโจทก์และเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินรวม474,685.40 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปัญญา สุทธิบดี · อรพินท์ เศรษฐมานิต · สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้