คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 445,400 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 429,302 บาทจำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 429,302 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (30 มกราคม 2540) (ที่ถูกคือ 30มกราคม 2539) ต้องไม่เกิน 16,098 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงอีก 4 แปลง เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ต่อมาจำเลยกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงจากการจดทะเบียนการเช่ามาเป็นการขายที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ตกลงให้ค่านายหน้าโจทก์ในการชี้ช่องให้จำเลยกับบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำนิติกรรมเช่าและซื้อขายที่ดินของจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของพยานทั้งสองฝ่ายว่า โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กับจำเลยและเจ้าของที่ดินอีก 4 แปลงได้เข้าทำสัญญาเช่าและซื้อขายที่ดินเป็นผลสำเร็จ
ปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ว่า จำเลยหรือนางริดมารดาจำเลยตกลงยินยอมให้ค่านายหน้าแก่โจทก์ในการนี้หรือไม่ โดยโจทก์นายเรียนและนายสำราญเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยกับเจ้าของที่ดินอีก4 แปลง ยอมให้ค่านายหน้าโจทก์อัตราร้อยละ 5 ของราคาที่ดินที่ขาย และหากขายเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ก็ให้ส่วนที่เกินตกเป็นของโจทก์
ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่บริษัทคอนอโค(ประเทศไทย) จำกัด จะเข้าทำสัญญาเช่าหรือซื้อที่ดินดังกล่าว โจทก์ นายเรียนและนายสำราญได้มีการพบปะเจรจากับจำเลยและเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่บ้านนางริดมารดาจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งสอดคล้องต้องกับคำเบิกความของจำเลยว่า วันดังกล่าวโจทก์ได้พูดถึงเรื่องค่านายหน้าเพียงแต่จำเลยไม่ตกลงด้วย ส่วนครั้งที่ 2 โจทก์ นายเรียนและนายสำราญได้พบกับฝ่ายเจ้าของที่ดินที่บ้านนางริดได้ทำสัญญานายหน้า แต่จำเลยไม่มาซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยได้มอบให้นางริดมารดาจำเลยเป็นผู้เจรจาแทน จึงได้ทำสัญญานายหน้าให้เจ้าของที่ดินลงลายมือชื่อในสัญญาเนื่องจากนางริดเขียนหนังสือไม่ได้ จึงไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญานายหน้า และครั้งที่ 3 โจทก์กับฝ่ายบริษัทคอนอโค(ประเทศไทย)
จำกัด มาพบกับเจ้าของที่ดินอีก เจ้าของที่ดินได้นำนายฟิลลิปผู้จัดการบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ไปดูที่ดินและเตรียมจะวางมัดจำกับทำสัญญา แต่มีเหตุขัดข้องทางเอกสาร จึงต้องเลื่อนนัดออกไป ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์เป็นคนกลางในการจัดให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบปะ โจทก์มีความมุ่งหมายที่จะได้ค่านายหน้าเป็นสำคัญ หากไม่ได้ค่านายหน้าตอบแทนเป็นผลประโยชน์แล้วการดำเนินการใด ๆ ที่ผ่านมา ตลอดทั้งการเช่าและซื้อขายที่ดินอาจจะไม่เกิดขึ้น เรื่องค่านายหน้าจึงเป็นข้อที่ต้องตกลงกับเจ้าของที่ดินทุกคนเป็นสำคัญ เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องที่ดินและเรื่องค่านายหน้าแล้ว นายสำราญบุตรเขยของโจทก์จึงยอมนำเรื่องที่ดินดังกล่าวเสนอให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย)
จำกัดพิจารณา จนในที่สุดจำเลยและเจ้าของที่ดินอีก 4 แปลง ได้ตกลงให้เช่าและขายที่ดินทั้งหมดไปพร้อมกันทีเดียว ที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยตกลงให้ค่านายหน้ากับโจทก์นั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่โจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยและเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลงและตลอดระยะเวลาที่เจรจาติดต่อกันนั้นก็ใช้บ้านนางริดมารดาจำเลยเป็นสถานที่นัดพบเสมอมา ทั้งนางริดมารดาจำเลยก็ร่วมเจรจาอยู่ด้วย แม้บางครั้งจำเลยไม่ได้มาแต่นางริดมารดาจำเลยก็เป็นผู้จัดการแทนจำเลยเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาในที่สุด ดังนั้น ข้อตกลงใด ๆ ที่อยู่ในกรอบของการเช่าหรือซื้อขายที่ดินของจำเลยย่อมเห็นเป็นปริยายว่าจำเลยได้เชิดนางริดมารดาเป็นตัวแทนในการเจรจาตกลงกับโจทก์ดังกล่าว
ทำให้เจ้าของที่ดินอีก4 แปลง ตกลงยินยอมให้เช่าและขายที่ดิน เรื่องค่านายหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้วย แม้มิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลผูกพันจำเลยแล้ว ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและน่าเชื่อถือยิ่งกว่าพยานจำเลย รับฟังได้ว่าจำเลยตกลงยินยอมให้ค่านายหน้าแก่โจทก์และตกลงให้เงินค่าที่ดินที่ให้เช่าหรือขายเกินกว่าราคาที่กำหนดตกเป็นของโจทก์ ส่วนที่บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดเงื่อนไขไม่ให้นายสำราญนายหน้าฝ่ายของบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด รับประโยชน์หรือค่านายหน้าจากเจ้าของที่ดินโดยบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด จะให้ค่านายหน้านายสำราญหรือค่าใช้จ่ายแทนนั้น เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กับนายสำราญส่วนค่านายหน้าระหว่างโจทก์กับจำเลยก็เป็นข้อตกลงอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น