Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4393/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดว่าพนักงานที่มีอายุงานครบ 10 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นไปจำเลยจะสมทบให้อีกร้อยละร้อยของเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยเมื่อลาออก และพนักงานที่มีอายุงานเกิน 15 ปี ขึ้นไปเมื่อลาออก จำเลยจะ พิจารณามอบเงินให้อีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 180 วัน ของรายได้ ครั้งสุดท้ายที่ได้รับ แต่เมื่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ของจำเลยว่าด้วยสวัสดิการพนักงานมีข้อความว่า บริษัทจำเลยได้ตระหนักถึงความมั่นคงและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน ทุกคนที่ทำงานอยู่กับบริษัท บริษัทจึงได้จัดให้มีสวัสดิการต่าง ๆ ขึ้น ให้แก่พนักงานเพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจ ตลอดจน ให้พนักงานมีความรู้สึกที่มั่นคงในการทำงานกับบริษัท ซึ่งบริษัท ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสวัสดิการ ของพนักงานขึ้น และในระเบียบว่าด้วยเงินสะสมพนักงาน ก็มีข้อความว่า เพื่อให้พนักงานมีหลักประกันว่าจะได้รับเงิน จำนวนหนึ่งเมื่อสิ้นสุดการเป็นพนักงานของบริษัทไม่ว่าเพราะลาออกหรือเกษียณอายุ ซึ่งไม่ใช่การพ้นสภาพเป็นพนักงานเนื่องจากการกระทำความผิด บริษัทได้ตระหนักถึงความมั่นคงในอนาคตของพนักงานจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เงินสะสมของพนักงานไว้จึงเห็นเจตนาของจำเลยที่ได้วางระเบียบข้อบังคับดังกล่าวไว้เพื่อให้พนักงานได้รับเงินจำนวนหนึ่งเป็นสวัสดิการคือเงินสะสมซึ่งเป็นของพนักงานที่จำเลยหักเก็บไว้ให้คืนพร้อมดอกเบี้ย และจำเลย จะสมทบตอบแทนให้อีกจำนวนหนึ่งรวมทั้งหากพนักงานที่มีอายุงาน เกิน 15 ปีขึ้นไป ลาออกก็จะได้รับเงินจากจำเลยอีกไม่ต่ำกว่า 180 วันของรายได้ครั้งสุดท้ายที่ได้รับ ฉะนั้น จำเลยจะหยิบยกคำว่า"จะสมทบให้" หรือคำว่า "จะพิจารณามอบเงินให้" มาแปลความหมายว่า เป็นดุลพินิจของจำเลยที่จะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่มิได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง โดยจำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับเงินสะสมว่าเพื่อให้พนักงานมีหลักประกันว่าจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งเมื่อสิ้นสุดการเป็นพนักงาน ไม่ว่าเพราะลาออกหรือเกษียณอายุซึ่งไม่ใช่การพ้นสภาพเป็นพนักงานเนื่องจากการกระทำความผิดจำเลยจึงกำหนดหลักเกณฑ์เงินสะสมพนักงานไว้ ดังนี้ พนักงานที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำแล้วจะเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนเงินสะสมโดยอัตโนมัติ และยินยอมมอบเงินค่าแรงของตนให้แก่จำเลยทุกเดือน เดือนละ 1 วัน เมื่อพนักงานมีอายุงาน 10 ปีหรือ 10 ปีขึ้นไป จำเลยจะสมทบให้อีกร้อยละร้อยของเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยเมื่อลาออก

โจทก์ทั้งสามมีอายุงาน 10 ปีขึ้นไปมีสิทธิได้รับเงินสมทบเท่ากับเงินสะสมโจทก์ทั้งสามเมื่อลาออกมีอายุงานเกินกว่า 15 ปี มีสิทธิได้รับเงินไม่น้อยกว่า 180 วันของรายได้ครั้งสุดท้าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน67,641.33 บาท ดอกเบี้ยเงินสะสมจำนวน 39,360.37 บาทเงินสมทบจำนวน 67,641.33 บาท และเงินตอบแทนกรณีลาออกโดยมีอายุงานเกิน 15 ปี จำนวน 186,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1เงินสะสมจำนวน 29,963.46 บาท ดอกเบี้ยเงินสะสมจำนวน19,974.62 บาท เงินสมทบจำนวน 29,963.46 บาท และเงินตอบแทนกรณีลาออกโดยมีอายุงานเกิน 15 ปี จำนวน 86,256 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เงินสะสมจำนวน 23,589.62 บาท ดอกเบี้ยเงินสะสมจำนวน 14,854.30 บาท เงินสมทบจำนวน 23,589.62 บาท และเงินตอบแทนกรณีลาออกโดยมีอายุงานเกิน 15 ปี

จำนวน 64,932 บาท แก่โจทก์ที่ 3จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยมีกฎระเบียบการทำงานไว้ว่าเมื่อพนักงานลาออก หรือเกษียณอายุการทำงานซึ่งมิใช่การลาออกเพราะได้กระทำความผิด จำเลยจะพิจารณาเรื่องเงินและการจ่ายเงินว่าสมควรจะจ่ายเงินแก่พนักงานที่ลาออกหรือเกษียณอายุการทำงานหรือไม่ อย่างไร อันเป็นดุลพินิจของจำเลย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ จากจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสะสมแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 67,461.33 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 29,963.46 บาทโจทก์ที่ 3 จำนวน 23,589.62 บาท ดอกเบี้ยของเงินสะสมแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 39,360.37 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 19,974.62 บาทโจทก์ที่ 3 จำนวน 14,854.30 บาท เงินสมทบแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 67,641.33 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 29,963.46 บาทโจทก์ที่ 3 จำนวน 23,589.62 บาท และเงินตอบแทนกรณีลาออกแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 186,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 86,256 บาทโจทก์ที่ 3 จำนวน 64,932 บาทจำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าตามกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.1หมวดที่ 9 ข้อ 2(7) กำหนดว่า พนักงานที่มีอายุงานครบ 10 ปีหรือ 10 ปี ขึ้นไป จำเลยจะสมทบให้อีกร้อยละร้อยของเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยเมื่อลาออก และ (8) พนักงานที่มีอายุงานเกิน 15 ปี ขึ้นไปเมื่อลาออก จำเลยจะพิจารณามอบเงินให้อีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 180 วัน ของรายได้ครั้งสุดท้ายที่ได้รับเมื่อพิจารณาถ้อยคำตามเอกสารดังกล่าวที่ใช้คำว่า "จะสมทบให้"ก็ดี "จะพิจารณามอบเงินให้" ก็ดี เป็นเจตนาของจำเลยที่ร่างกฎระเบียบดังกล่าวให้มีความหมายว่าเป็นการให้สิทธิแก่จำเลยที่จะใช้ดุลพินิจจ่ายเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ย เงินสมทบ และเงินตอบแทนกรณีลาออกโดยมีอายุงานเกิน 15 ปี หรือไม่

เพียงใด นั้น เห็นว่าตามกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยว่าด้วยหมวดที่ 9ว่าด้วยสวัสดิการพนักงาน มีข้อความว่า บริษัทได้ตระหนักถึงความมั่นคงและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานทุกคนที่ทำงานอยู่กับบริษัท บริษัทจึงได้จัดให้มีสวัสดิการต่าง ๆ ขึ้นให้แก่พนักงานเพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจตลอดจนให้พนักงานมีความรู้สึกที่มั่นคงในการทำงานกับบริษัท ซึ่งบริษัทถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสวัสดิการของพนักงานขึ้น ฯลฯ และในข้อ 2 ว่าด้วยเงินสะสมพนักงาน มีข้อความว่าเพื่อให้พนักงานมีหลักประกันว่า จะได้รับเงินจำนวนหนึ่งเมื่อสิ้นสุดการเป็นพนักงานของบริษัทไม่ว่าเพราะลาออกหรือเกษียณอายุซึ่งไม่ใช่การพ้นสภาพเป็นพนักงานเนื่องจากการกระทำความผิดบริษัทจึงได้ตระหนักถึงความมั่นคงในอนาคตของพนักงาน จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เงินสะสมของพนักงานไว้ดังนี้ (7)

พนักงานที่มีอายุครบ 10 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นไป บริษัทจะสมทบให้อีกร้อยละร้อยของเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยเมื่อลาออก (8) พนักงานที่มีอายุงานเกิน 15 ปี ขึ้นไป เมื่อลาออก บริษัทจะพิจารณามอบเงินให้อีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 180 วันของรายได้ครั้งสุดท้ายที่ได้รับดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าที่ได้วางระเบียบข้อบังคับดังกล่าวไว้ก็เพื่อให้พนักงานได้รับเงินจำนวนหนึ่งเป็นสวัสดิการคือเงินสะสม ซึ่งเป็นของพนักงานที่จำเลยหักเก็บไว้ให้คืนพร้อมดอกเบี้ย และจำเลยจะสมทบตอบแทนให้อีกจำนวนหนึ่งรวมทั้งหากพนักงานที่มีอายุงานเกิน 15 ปีขึ้นไปลาออกก็จะได้รับเงินจากจำเลยอีกไม่ต่ำกว่า 180 วัน ของรายได้ครั้งสุดท้ายที่ได้รับ ฉะนั้น จำเลยจะหยิบยกคำว่า "จะสมทบให้" ก็ดี "จะพิจารณามอบเงินให้"ก็ดี มาแปลความหมายว่าเป็นเจตนาของจำเลยในการออกกฎระเบียบให้เป็นดุลพินิจของจำเลยที่จะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ก็ได้นั้นย่อมฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งสามตามฟ้องพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย หมวดเมือง · พรชัย สมรรถเวช · กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2078/2543

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการพิจารณาขึ้นค่าจ้างตามข้อตกลง ให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใช้ดุลพินิจพิจารณาขึ้นค่าจ้างให้แก่พนักงานลูกจ้างของจำเลยตามสภาพความเป็นจริงได้ จำเลยจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2542

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อเรียกร้องที่ 9ระบุว่า "บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินช่วยเหลือพิเศษในกรณีที่ลูกจ้างเกษียณอายุและถูกเลิกจ้าง โดยไม่มีความผิดสำหรับลูกจ้างรายวันตามอายุงาน" เห็นไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3994/2541

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเรื่องเงินบำเหน็จ กำหนดว่า บริษัทฯ จะพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงาน ที่มีอายุการทำงาน ดังนี้ (ก) ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นจำนวนเง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7257/2557

ปัญหาเกี่ยวกับการตีความการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และตามมาตรา 11 กรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2545

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดย เคร่งครัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้