Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2566

พ.ศ. 2566 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตมาแสดงต่อศาล คงมีเพียงรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายโดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการสูญหายของเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ซึ่งตามใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จที่โจทก์นำส่งปรากฏรายการใช้จ่าย ยอดชำระเงิน และจำนวนหนี้คงเหลือในระหว่างเดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เวลาต่อเนื่องกันทุกเดือนเกือบ 6 ปี ลักษณะเป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา และประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความดังกล่าวดังที่บัญญัติในมาตรา 7 ได้ มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้บัตรเครดิตต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 198 พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 4 พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 139,925.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี รวมกันเป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,709.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงิน ออกบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรชำระค่าสินค้าและบริการ และธุรกิจอื่นซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกันแก่สมาชิก บริษัท อ. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 บริษัท อ. ทำสัญญาโอนกิจการทั้งหมดให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ผู้รับโอนได้มาซึ่งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ทั้งปวงตลอดจนสิทธิในการชำระหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยนำบัตรเครดิตไปใช้ โจทก์เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งหนี้แต่จำเลยไม่เคยโต้แย้ง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า

คำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยสมัครบัตรเครดิตกับบริษัท อ. ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้พิจารณาอนุมัติออกบัตรเครดิต ให้แก่จำเลย แม้ทางพิจารณาโจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตมาแสดงต่อศาล คงมีเพียงรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย โดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการสูญหายของเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ทางพิจารณาก็ปรากฏว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โดยโจทก์ส่งใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จต่อศาล ปรากฏรายการใช้จ่ายยอดชำระเงิน และจำนวนหนี้คงเหลือระหว่างเดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2562 เป็นเวลาต่อเนื่องกันตลอดทุกเดือนเกือบ 6 ปี ลักษณะเป็นข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา และประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามนิยามศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 จำเลยย่อมไม่อาจปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความดังกล่าวดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ได้ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังจำเลย

ณ บ้านเลขที่ 16 ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลย และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทักท้วงหนังสือบอกกล่าวนั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยทำสัญญาสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันที่โจทก์รับโอนกิจการมาจากบริษัท อ. จำกัด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะสมัครบัตรสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท อ. ในช่วงเวลาดังกล่าว นั้น แต่ปรากฏตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต/ใบเสร็จว่า จำเลยมีการใช้บัตรเครดิตมาก่อนเดือนพฤศจิกายน 2557 ดังนั้น จึงเชื่อว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยสมัครสมาชิกบัตรเครดิตกับบริษัท

อ. เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2557 เกิดจากการเรียงคำฟ้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 จำนวน 9,000 บาท และใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 จำนวน 13,801 บาท มีต้นเงินค้างชำระ 120,709.83 บาท มีดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 15,745.60 บาท ค่าธรรมเนียมใช้วงเงินถึงวันฟ้อง 3,149.15 บาท ค่าติดตามทวงถาม 321 บาท การคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมใช้วงเงิน และค่าธรรมเนียมอื่น เป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของบริษัท จ. หรือบริษัท อ. และประกาศของโจทก์ มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 139,925.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับและค่าธรรมเนียมอื่นในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี รวมกันเป็นอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 120,709.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล · กษิดิศ มงคลศิริภัทรา · สถาพร ดาโรจน์
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครใต้ - นายณัฐพล วชิระประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ - นางสาวอารีย์ ทัศนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)397/2565
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567

สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2567

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2567

แม้จำเลยให้การรับว่าได้รับเงินโอนจากโจทก์แล้วทั้งยี่สิบครั้งและพิมพ์คำว่า "ตกลง" ในโปรแกรมไลน์ (LINE) ตามที่โจทก์ให้พิมพ์ แต่การรับของจำเลยเป็นการรับตามที่ปรากฏในฟ้องเท่านั้น จำเลยยังมีข้อต่อสู้ว่าการ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้