Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ใบสั่งจ่ายสินค้าที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่ ส. ผู้รับจ้างขนส่งปุ๋ยเป็นเพียงหลักฐานเพื่อนำไปเบิกปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 รับซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าจาก ท. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขนส่งช่วงจาก ส. โดยคิดตามมูลค่าปุ๋ยที่ระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าโดยต้องการนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการรับซื้อเฉพาะใบสั่งจ่ายสินค้า ทั้ง ท. รู้ว่าจำเลยที่ 1 จะนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน ท. และจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวการร่วมกันลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายสินค้า การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมมิใช่เป็นเพียงรับของโจรใบสั่งจ่ายสินค้า

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันเอาปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 จำนวน 522 ถุง น้ำหนักถุงละ 50 กิโลกรัม รวมหนัก 26.100 ตัน ราคา 200,000 บาท และถุงปุ๋ยจำนวน 131 ใบ ราคา 1,000 บาท รวมราคา 201,000 บาท ของบริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้รถยนต์บรรทุก 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป

ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ครอบครองปุ๋ยและถุงปุ๋ยดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปหรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 รับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาทรัพย์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กับพวกโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (1) (7), 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 201,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 6 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนปุ๋ยตามฟ้องหรือใช้ราคาเป็นเงิน 200,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมได้ขายปุ๋ยสูตร 16-20-0 จำนวน 522 ถุง น้ำหนักรวม 26.100 ตัน ราคา 200,000 บาท และถุงปุ๋ย 131 ใบ ราคา 1,000 บาท ให้แก่บริษัทเจ้าพระยาพืชไร่ จำกัด เพื่อจำหน่ายต่อให้แก่สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนากร โดยนายสุชาติเป็นผู้ขนส่งไปเก็บไว้ที่โกดังของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจังหวัดเชียงราย และมอบใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ที่ประทับตราว่า ห้ามซื้อขาย ให้แก่ผู้ขนส่งเพื่อนำไปรับสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปส่งตามที่ตกลง แต่นายสุชาติได้ว่าจ้างให้นายทศพลรับขนช่วงอีกต่อหนึ่ง โดยมอบใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย

จ.1 ให้แก่นายทศพลนำไปรับสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปส่งแทน ต่อมามีคนลักปุ๋ยจำนวน 522 กระสอบ ราคา 200,000 บาท ของโจทก์ร่วมดังกล่าวไปโดยใช้ใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ที่นายสุชาติมอบให้แก่นายทศพลไปเบิกสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายภูมิเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เวลาประมาณ 16 หรือ 17 นาฬิกา มีจำเลยที่ 2 นำใบสั่งจ่ายสินค้าของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.1 มารับสินค้าปุ๋ย จำนวน 522 กระสอบ โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80-1259 สิงห์บุรี

มารับสินค้า และให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้รับสินค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับในข้อนี้และยังเบิกความว่า จำเลยที่ 1 นำใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 มาว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ไปรับปุ๋ยมาให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ร้านสอิ้งการเกษตร และโจทก์กับโจทก์ร่วมยังมีนางอารีรัตน์และนายสุชาติมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากทราบว่ามีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับปุ๋ยไปจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมที่ได้ตามไปสอบถาม จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนปุ๋ยไปส่งที่ร้านสอิ้งการเกษตรของจำเลยที่ 1 แล้วพาพยานทั้งสองไปพบจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าครั้งแรกไม่ทราบว่าเป็นปุ๋ยของทางราชการ

เมื่อรถนำปุ๋ยมาส่งจึงทราบ นายสุชาติขอสินค้าคืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนให้อ้างว่าได้ซื้อปุ๋ยจากนายทศพลและจำหน่ายไปหมดแล้ว และไม่ยอมชดใช้เงินแทน เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่เบิกความปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยที่ 1 โดยปราศจากความจริง โดยเฉพาะนางอารีรัตน์และนายสุชาติที่สามารถติดตามไปพบจำเลยที่ 1 ได้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้พาไป จึงเชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตามความจริง นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายวันชัย นายสุรินทร์ นายสายยนต์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา พยานทั้งสามได้ร่วมกันรับจ้างจำเลยที่ 1 ขนปุ๋ยลงจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อเข้าไปในร้านสอิ้งการเกษตรของจำเลยที่ 1 สอดคล้องกันไม่มีข้อพิรุธ

เชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ตามพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 จากนายทศพลแล้วนำไปรับสินค้าปุ๋ยของโจทก์ร่วมไป เมื่อรับฟังประกอบว่าใบสั่งจ่ายสินค้าประทับตราว่าห้ามซื้อขาย ย่อมบ่งชี้ว่าสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าไม่สามารถซื้อขายกันได้ ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รับซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าไว้โดยรู้ว่าผู้ขายนำมาขายโดยไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แต่เนื่องจากใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 เป็นเพียงหลักฐานเพื่อนำไปเบิกสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม

การที่จำเลยที่ 1 รับซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าโดยคิดตามมูลค่าสินค้าปุ๋ยที่ระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าก็มีจุดประสงค์ที่ต้องการนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน หาใช่เป็นการรับซื้อเฉพาะใบสั่งจ่ายสินค้าไม่ ทั้งนายทศพลที่นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาขายย่อมทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จะนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับสินค้าปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน ตามพฤติการณ์แสดงว่านายทศพลและจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกันลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายสินค้า การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมในเวลากลางคืน โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะพาทรัพท์นั้นไป

หาใช่เป็นเพียงรับของโจรใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ และแม้ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองกับศาลฎีกาจะฟังต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและไม่ใช่ข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์จะลงโทษเนื่องจากโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ทาวุฒิ · อิศเรศ ชัยรัตน์ · พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้