Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำตัวจำเลยทั้งสามมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อส่งตัวตามฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์แล้ว น. ภริยาของจำเลยที่ 3 ได้มอบเงิน 300 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพื่อไปดำเนินการให้จำเลยทั้งสามไม่ต้องถูกนำตัวเข้าห้องควบคุม และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกให้จำเลยทั้งสามรออยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมโดยมิได้ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 และ 26 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่สั่งให้เจ้าหน้าที่รายงานการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งไม่เข้ากรณีที่จะเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คัดค้านผู้พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 11 อีกด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 11 ป.วิ.อ. มาตรา 30 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2546

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 14, 15 ขณะศาลชั้นต้นเรียกจำเลยทั้งสมเข้าสอบคำให้การ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมิได้ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมของศาล เมื่อสอบถามจำเลยทั้งสามได้ความว่าในวันเดียวกันเวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ควบคุมตัวจำเลยทั้งสามมาที่ศาลชั้นต้นตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน จำเลยทั้งสามมอบเงินคนละ 100 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้นำตัวไปส่งแล้วเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวบอกให้จำเลยทั้งสามรออยู่หน้าห้องควบคุม จนเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จึงมีการเรียกชื่อไปให้ผู้พิพากษาสอบถามคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 3 เรียกรับเงินจากจำเลยทั้งสามเพื่อไม่ต้องนำตัวจำเลยทั้งสามเข้าห้องควบคุม เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), มาตรา 33 (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2546 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำตัวจำเลยทั้งสามไปที่ศาลชั้นต้นเพื่อส่งตัวตามฟ้องของโจทก์ในข้อหาร่วมกันเล่นการพนัน เมื่อไปถึงจำเลยทั้งสามได้นั่งรอเรียกตัวเพื่อพิจารณาคดีอยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมของศาลโดยมิได้ถูกนำตัวเข้าไปในห้องควบคุม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ประการแรกว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ นางจิรพรรณ คำดี ภริยาของจำเลยที่ 3 เบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ขับรถเข้าไปจอดในบริเวณศาลชั้นต้นแล้ว นางจิรพรรณซึ่งนั่งรถมาด้วยได้สอบถามผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ว่าทำอย่างไรจำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องเข้าห้องควบคุม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกว่าเหมือนเดิม ซึ่งนางจิรพรรณเข้าใจว่าต้องเสียเงินคนละ 100 บาท เนื่องจากจำเลยที่ 3 เคยถูกดำเนินคดีข้อหาสูดดมสารระเหย และเสียเงิน 100 บาท ให้เจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อไม่ต้องเข้าห้องควบคุม นางจิรพรรณจึงมอบเงิน 300 บาท ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกให้จำเลยทั้งสามกับนางจิรพรรณรออยู่บริเวณริมรั้วหน้าห้องควบคุมและจำเลยทั้งสามเบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่านางจิรพรรณเก็บเงินจากจำเลยทั้งสามคนละ 100 บาท นำไปมอบให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพื่อไม่ต้องถูกควบคุมตัวในห้องควบคุม และจำเลยทั้งสามได้รออยู่บริเวณริมรั้วหน้าห้องควบคุม จนกระทั่งมีเจ้าพนักงานตำรวจประจำศาลมาเรียกและนำตัวขึ้นไปที่หน้าห้องผู้พิพากษา

ทั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็เบิกความเจือสมกับพยานเหล่านี้โดยยอมรับว่าได้รับเงินจากพวกของจำเลยทั้งสาม 300 บาท เพื่อไปดำเนินการไม่ให้จำเลยทั้งสามต้องเข้าห้องควบคุมจริง เพียงแต่อ้างว่าไม่ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้แก่ผู้ใดเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำตัวจำเลยทั้งสามมาที่ศาลชั้นต้นเพื่อส่งตัวตามฟ้องของโจทก์แล้ว นางจิรพรรณภริยาของจำเลยที่ 3 ได้มอบเงิน 300 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพื่อไปดำเนินการให้จำเลยทั้งสามไม่ต้องถูกนำตัวเข้าห้องควบคุม และผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 บอกให้จำเลยทั้งสามรออยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมโดยมิได้ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกาอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดและเหตุไม่ได้เกิดในบริเวณศาลชั้นต้นนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่าผู้พิพากษาที่ให้นางพรทิพย์ แสงใส เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นรายงานความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้เป็นเจ้าของสำนวนทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีด้วยตนเอง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กรณีนี้อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 และ 26 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่สั่งให้เจ้าหน้าที่รายงานการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีดังกล่าวด้วยตนเองแต่อย่างใด ทั้งไม่เข้ากรณีที่จะเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 คัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 อีกด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด แต่มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ไว้ในคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และที่ 5 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · สมศักดิ์ เนตรมัย · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2568

โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 ซึ่งแต่ละฐานความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2101/2567

จ. เป็นบุพการีของ น. ผู้ตาย จ. จึงอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเช่นเดียวกับ ร. โจทก์ร่วม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย การที่ จ. ยื่นคำร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ร่วมเดิม ถือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงนครสวรรค์เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2097/2563 ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่ง ป.อ. มาตรา 328 มีระวางโทษเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครสวรรค์ ภายหลังโจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อยื…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้