Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งระบุว่า "...หาก ร. ผู้ต้องหา/จำเลย ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือก่อให้นายประกันต้องถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายประกัน ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบยอมใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ นั้นทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ให้กับนายประกันทันที..." ไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งสามยอมชำระหนี้ต่อโจทก์ต่อเมื่อ ร. ไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 ที่ต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 47,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม สัญญาค้ำประกันเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์โจทก์จึงไม่อาจใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องแย้ง พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยทั้งสามทำสัญญาไว้แก่โจทก์มีสาระสำคัญได้ความว่า หากนายรุจธิชัยก่อให้โจทก์ต้องถูกสั่งปรับในฐานะผู้ประกัน จำเลยทั้งสามในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ ทั้งหมด นอกจากระบุเป็นสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้ว จำเลยทั้งสามยังลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ประกัน เอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 จึงต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มอบเงินจำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวนายรุจธิชัยในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยนำโฉนดที่ดินของแต่ละคนวางเป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตีราคา 350,000 บาท และในวันดังกล่าวโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวนายรุจธิชัยต่อศาลเพื่อฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายรุจธิชัยและปรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้ประกันตามสัญญาประกัน โจทก์ติดตามจับกุมนายรุจธิชัยไปมอบต่อศาลได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลดค่าปรับคงเหลือจำนวน 25,000 บาท

โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นสัญญาค้ำประกันที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงจะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยทั้งสามจะทำสัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันและโจทก์เป็นนายประกัน แต่สัญญาดังกล่าวระบุว่า "... หากนายรุจธิชัย ผู้ต้องหา/จำเลย ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือก่อให้นายประกันต้องถูกสั่งปรับในฐานะนายประกัน หรือการกระทำอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายประกัน ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชอบยอมใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใดๆ นั้นทั้งหมด

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ให้กับนายประกันทันทีโดยไม่อ้างเหตุใดๆ มาปัดความรับผิดชอบเป็นอันขาด ..." ซึ่งหมายความว่า หากนายรุจธิชัยก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักทรัพย์ของโจทก์ที่ใช้เป็นหลักประกัน หรือทำให้โจทก์ต้องถูกปรับในฐานะนายประกัน หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยทันที กรณีไม่ใช่จำเลยทั้งสามยอมชำระหนี้ต่อโจทก์ต่อเมื่อนายรุจธิชัยไม่ชำระหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ที่ต้องเสียอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ โจทก์จึงใช้สัญญาค้ำประกันการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่ต้องเสียอากร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินต่อโจทก์เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีก่อน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนฟ้องโจทก์ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์ · ธงชัย เสนามนตรี · เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพัทลุง - นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเรวัตร อิศราภรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3065/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1266/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1130/2559
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 751/2566

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การกู้ยืมย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้าง เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 128/2566

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลภายหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วเกิดขึ้นในศาลขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่คู่ความเฉพาะโจทก์กับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2565

หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความและเจตนาเข้าทำสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ทำขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2562

ตามหนังสือค้ำประกันมีข้อตกลงว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน 179,44…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4298/2561

จำเลยที่ 3 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไว้ท้ายสัญญาและเขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าใช้สำหรับประกันถมดินเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้