Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4484/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในห้องชุดกับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายอาคารชุดทั้งหมดให้แก่ ว. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 โดยสัญญาระบุว่า ว. ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าทุกรายของจำเลยที่ 1 ในโครงการ และรับผิดชอบภาระตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกค้าทุกรายแทนจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ต่อมา ว. มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนคู่สัญญาเป็นจำเลยที่ 2 โดยแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ว. ยังมีสภาพบังคับและเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเดิมที่ทำกันไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 โดยยังคงมีข้อสัญญาเช่นเดียวกับสัญญาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพียงเปลี่ยนคู่สัญญาจาก ว. เป็นจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่ ว. กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่า ว. และจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ทั้งสองได้ การที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายอาคารชุดทั้งโครงการแก่ ว. และจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะมีข้อสัญญาให้ ว. และจำเลยที่ 2 รับผิดชอบในการชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ก็ตาม สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ว. และจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความผูกพันในฐานะลูกหนี้ต่อลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 เว้นแต่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้นั้นจะตกลงให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามมาตรา 350

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดเลขที่ 457/321 ชั้นที่ 13 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 12/2540 พร้อมติดตั้งเครื่องเรือนที่มีคุณภาพให้โจทก์ทั้งสองและรับชำระเงินค่าห้องชุดส่วนที่เหลือจำนวน 651,441 บาท จากโจทก์ทั้งสอง หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือส่งมอบห้องชุดได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 818,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์อัตราวันละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวหรือชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดเลขที่ 457/321 ชั้นที่ 13 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 12/2540 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31483, 31485 ถึง 31487 และ 40158 พร้อมเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาให้โจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวน 651,441 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เพื่อชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว หากจำเลยที่ 2 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนเดือนละ 15,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2533 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ - อาเขต ห้องชุดเลขที่ 12 เอ 05 ในราคา 905,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะก่อสร้างอาคารชุดให้เสร็จภายใน 2 ปี และโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์กับจำเลยที่ 1 ในราคา 119,000 บาท เพื่อติดตั้งในห้องชุดเลขที่ 12 เอ 05 รวมเป็นราคาห้องชุดที่เสร็จสมบูรณ์ 1,024,000 บาท โจทก์ทั้งสองชำระเงินแล้วจำนวน 372,559 บาท

ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ชำระจำนวน 651,441 บาท จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดไม่เสร็จภายในกำหนดเวลา วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ดำเนินการออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นห้องชุดเลขที่ 457/321 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ - อาเขตเป็นอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ให้แก่นายวิษณุ วันที่ 28 มิถุนายน 2548 นายวิษณุขอเปลี่ยนตัวผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 วันที่ 29 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายห้องชุดรวมจำนวน 695 ห้อง ในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรวมถึงห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 2 เปลี่ยนอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์เป็นโรงแรม จำเลยที่ 2 ไม่เคยเปลี่ยนสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ทั้งสองไว้ก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ทำสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในห้องชุดนั้นกับโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวโดยก่อสร้างอาคารชุดพร้อมทำเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กับส่งมอบห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนกรณีที่ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายโดยขายอาคารชุดทั้งหมดในโครงการให้แก่นายวิษณุซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ตามสัญญาซื้อขาย โดยสัญญาฉบับนี้มีข้อตกลงว่า

ถ้านายวิษณุจะให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ก็ตกลงยินยอม ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 กับนายวิษณุตกลงกันให้เปลี่ยนชื่อผู้ซื้อเป็นจำเลยที่ 2 แล้วทำสัญญาใหม่ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดรวมทั้งห้องที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อไว้ก่อนแก่จำเลยที่ 2 ปรากฏว่าก่อนที่จะมีการทำสัญญากันใหม่ นายวิษณุมีหนังสือลงวันที่ 28 มิถุนายน 2548 ถึงจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนคู่สัญญาฝ่ายผู้จะซื้อจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 โดยแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ด้วยว่า ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุยังให้มีสภาพบังคับและเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเดิมที่ทำกันไว้ ซึ่งหมายถึงสัญญาซื้อขายอาคารชุดทั้งโครงการระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุ ในการพิจารณาข้อสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุและจำเลยที่ 2 จึงต้องพิจารณาสัญญา และสัญญาที่ทำกันใหม่ดังกล่าวที่ประกอบกัน ซึ่งโดยเฉพาะในส่วนข้อสัญญาที่กล่าวถึงลูกค้าที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนแล้วนั้น

ปรากฏว่าตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุ ระบุว่า ผู้ซื้อ (นายวิษณุ) ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าทุกรายของผู้ขาย (จำเลยที่ 1) ในโครงการจอมเทียนทาวเวอร์ และเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อ (นายวิษณุ) ที่ต้องรับผิดชอบในภาระตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกค้าทุกรายแทนผู้ขาย (จำเลยที่ 1) โดยผู้ซื้อจะต้องดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าเป็นผู้ซื้อ (นายวิษณุ) เข้าทำสัญญาแทนผู้ขาย (จำเลยที่ 1) ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เปลี่ยนเป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้จะซื้อแทนนายวิษณุก็ยังคงมีข้อสัญญาคงเดิมเช่นเดียวกับสัญญา คงเปลี่ยนคู่สัญญาจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 เท่านั้น

เห็นได้ว่านายวิษณุกับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่านายวิษณุและจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ทั้งสองได้ แต่ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามสัญญาข้อ 6 ดังกล่าวนี้มีเงื่อนไขบังคับก่อนว่า นายวิษณุต้องดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองเป็นนายวิษณุเข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตามข้อสัญญากันใหม่เป็นหนังสือก่อน

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่นายวิษณุจะได้ตรวจสอบสัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำกับลูกค้าไว้ก่อน และปรากฏว่านายวิษณุกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เปลี่ยนทำสัญญาใหม่กับโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองย่อมยังไม่มีสิทธิถือเอาประโยชน์ตามข้อสัญญาข้อ 6 นี้ นั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 2 ที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้ ระบุว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2545 มีนายวิษณุเป็นกรรมการบริษัทเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 มีทุนจดทะเบียนจำนวนสูงถึง 700,000,000 บาท เดิมจำเลยที่ 2 มีชื่อว่าบริษัทเคเอ็นจี กรุ๊ป บ้านและที่ดิน จำกัด ตามคำเบิกความของนายปรีชา

พยานจำเลยที่ 2 ก็ได้ความว่านายปรีชาเป็นพนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและนิติกรรมตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งนายปรีชาก็เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความสามารถในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมีบุคลากรทางกฎหมายที่สามารถให้คำปรึกษาแนะนำเป็นอย่างดี ในการที่จำเลยที่ 2 ตกลงซื้ออาคารชุดทั้งโครงการจากจำเลยที่ 1 นั้นก็ปรากฏตามหนังสือสัญญาขายห้องชุดรวมจำนวน 695 ห้อง ว่าจำเลยที่ 2 ต้องชำระเงินตามสัญญานี้จำนวน 550,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ต้องใช้ในการลงทุนสูงมาก จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินอาคารชุดที่จะซื้อนี้โดยละเอียดก่อนจนทราบดีว่ามีห้องชุดที่ทำสัญญาจะขายแก่ลูกค้าแล้วและมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าห้องชุดที่เหลือจากลูกค้าเป็นจำนวนเท่าใด

รวมทั้งมีภาระที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ลูกค้ากี่ห้อง และในสัญญาซื้อขาย ข้อ 10 ปรากฏว่านายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า ก่อนทำสัญญานายวิษณุได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพที่ดิน อาคาร ภาระหนี้ รวมตลอดถึงความรับผิดต่อลูกค้าในโครงการจอมเทียนทาวเวอร์ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว เห็นว่าตรงตามความต้องการแห่งตนทุกประการ โดยจำเลยที่ 1 ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องสภาพหนี้ หรือลูกค้าภายหลังทำสัญญานี้ และตามสัญญาซื้อขาย ก็ยังมีรายงานการขายและลูกค้าแนบท้ายสัญญา แสดงรายละเอียดห้องชุดแต่ละชั้นที่ยังไม่ได้ขายและที่ขายแล้ว รวมทั้งจำนวนเงินแสดงราคาห้องชุด ราคาที่ขายไปจำนวนเงินที่ลูกค้าชำระไว้แล้ว และจำนวนเงินยังค้างต้องชำระในการโอนกรรมสิทธิ์โดยละเอียดดังนี้ย่อมแสดงว่าขณะทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวนี้นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ทราบรายละเอียดรวมทั้งภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองดีอยู่แล้ว จึงสามารถคิดคำนวณราคาและตกลงราคาซื้อกับจำเลยที่ 1 ได้

ทั้งหากนายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 จะซื้อห้องชุดในอาคารชุดนี้ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 โดยนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองทั้ง ๆ ที่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่ามีลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดบางส่วนไว้กับจำเลยที่ 1 กรณีก็เป็นการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 ในลักษณะที่ทำให้ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบและเป็นการที่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 ได้รับโอนห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต อันจะเป็นเหตุให้ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ซึ่งย่อมเป็นปัญหาแก่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 ในการประกอบกิจการแสวงหาประโยชน์จากโครงการอาคารชุดที่ซื้อมานี้ด้วยเงินลงทุนสูง และมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่านายวิษณุและจำเลยที่ 2 ซึ่งมีที่ปรึกษากฎหมายอยู่แล้วจะทำสัญญาที่เสี่ยงต่อความเสียหายเช่นนี้ และตามเหตุผลดังกล่าวนี้ยังกลับแสดงให้เห็นว่านายวิษณุและจำเลยที่ 2 จำเป็นต้องเข้าทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดกับจำเลยที่ 1 โดยต้องรับภาระชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 โดยนายวิษณุและจำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบภาระหนี้ที่จะต้องรับผิดชอบโดยชำระแก่ลูกค้าเดิมแล้วนำมาใช้ประกอบการคิดคำนวณราคาที่จะซื้ออาคารชุดทั้งโครงการจากจำเลยที่ 1 ได้ ดังที่มีรายละเอียดปรากฏในรายงานการขายและลูกค้าที่แนบท้ายสัญญาซื้อขายดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ดังนี้ ย่อมไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าข้อความในสัญญาซื้อขาย ข้อ 6 ที่ว่า นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อต้องดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าเป็นนายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อสัญญาที่คู่สัญญามีเจตนาให้เป็นเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แก่นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ในอันที่จะเลือกว่าจะชำระหนี้แก่ลูกค้าเดิมหรือไม่ก็ได้ซึ่งจะทำให้ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้เดิมเสียเปรียบและมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งการตีความข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างเช่นนี้ก็จะเป็นการตีความเพื่อให้นายวิษณุและจำเลยที่ 2 ได้เอาเปรียบลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 อยู่เดิม และเป็นผู้บริโภคโดยไม่สุจริตอันไม่เป็นการตีความวัตถุประสงค์ในทางสุจริต จึงขัดต่อหลักกฎหมายในการตีความสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 นอกจากนี้ในการที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายอาคารชุดทั้งโครงการแก่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะมีข้อสัญญาให้นายวิษณุและจำเลยที่ 2 รับผิดชอบในการชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ก็ตาม สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความผูกพันในฐานะลูกหนี้ต่อลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เว้นแต่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้นั้นจะตกลงให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่ อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 จึงเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นได้ว่าข้อสัญญาที่ให้นายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 ดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เป็นนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 นั้น ก็เพื่อให้มีการดำเนินการให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือเป็นกรณีที่ลูกค้าเดิมยอมเลิกสัญญาเดิมที่ลูกค้าทำสัญญาไว้กับจำเลยที่ 1 แล้วทำสัญญาใหม่กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 แทนที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อลูกค้าตามสัญญาเดิม อันเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ใช่ข้อสัญญาอันเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองต้องเข้าทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือใหม่กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 ก่อนแล้วลูกค้าหรือโจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่เป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสองผู้เป็นลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามข้อสัญญาดังกล่าวมีสิทธิแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์ได้โดยไม่จำต้องทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ใหม่กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 รับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์ และโจทก์ทั้งสองแสดงเจตนารับเอาประโยชน์นั้นแล้ว โจทก์ทั้งสองก็มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์และรับชำระค่าห้องชุดที่เหลือให้จำเลยที่ 2 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความแล้วนั้น ปรากฏว่าในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงมิใช่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อนี้อีกว่า จำเลยที่ 2 ได้ปรับปรุงอาคารชุดนี้เป็นโรงแรมแล้ว สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ทั้งสองได้นั้น ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงวินิจฉัยให้โดยเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและอาคารชุดทั้งโครงการจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยที่ 2 ตกลงที่จะปฏิบัติการชำระหนี้แก่ลูกค้าที่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสองด้วย อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก และโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาโดยการทำอาคารชุดให้เสร็จสมบูรณ์แล้วจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 กลับนำอาคารชุดนี้ไปใช้ทำเป็นโรงแรม อันเป็นการปฏิบัติโดยไม่สุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองโดยปราศจากความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองและลูกค้ารายอื่น จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจอ้างหรือถือเอาประโยชน์ใด ๆ อันเกิดจากการกระทำโดยไม่สุจริตเช่นนี้ของตนเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันคืนเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาห้องชุดพร้อมเฟอร์นิเจอร์มาแล้วจำนวน 372,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาโดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ในส่วนค่าขาดประโยชน์จำนวนเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2551 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาที่จำเลยที่ 2 รับจะชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ทั้งสองแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสองแสดงเจตนารับเอาประโยชน์แล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในการชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาดังกล่าว และเมื่อจำเลยที่ 2 ละเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้รวมทั้งเรียกค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และมาตรา 222 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้อันถือได้ว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับชำระหนี้ โดยการได้รับโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดตามคำฟ้องในสภาพสมบูรณ์พร้อมเฟอร์นิเจอร์จากจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ยังเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาได้

ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 ขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ควรได้ใช้ประโยชน์หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติผิดสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่วิญญูชนทั่วไปพึงคาดเห็นได้อยู่แล้ว จึงเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้นซึ่งโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง หาใช่ค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษที่จำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดเห็นหรือควรคาดเห็นได้ล่วงหน้าที่โจทก์ที่ 1 จะเรียกไม่ได้ตามมาตรา 222 วรรคสอง ไม่ แต่เมื่อได้ความว่าราคาห้องชุดและอาคารชุดดังกล่าวมีเป็นมูลค่าสูงขึ้นเกิดจากการปรับปรุงและพัฒนาของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระให้กับจำเลยที่ 1 มีจำนวนเพียง 375,559 บาท

เมื่อเทียบกับราคาห้องชุดพร้อมเฟอร์นิเจอร์จำนวน 1,024,000 บาท ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ชำระอีกจำนวน 651,441 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ในอัตราเดือนละ 15,000 บาท นั้น สูงเกินไป เห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์รวมเป็นเงินจำนวน 279,420 บาท และคดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญาอันเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 279,420 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปริญญา ดีผดุง · พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางวิสารินี เหมพิจิตร สนิทไชย
ศาลอุทธรณ์ - นางสาวสุจิตรา พัฒนภักดี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบพ.103/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1508/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ4006/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้