Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4496/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดก ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ตกลง ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีอื่นและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้ว โดยผู้ร้องในฐานะบุตรบุญธรรมขอสละมรดก ของผู้ตายโดยสิ้นเชิงและไม่มีเงื่อนไขทั้งขอถอนตัวจากการ เป็นผู้จัดการมรดกคดีนี้และไม่คัดค้านในการที่ผู้คัดค้าน ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกต่อไป ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้แสดงเจตนาชัดแจ้งขอสละมรดกของผู้ตายโดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การสละมรดกของผู้ร้องย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612และตามมาตรา 1615 กำหนดให้การสละมรดกนั้นมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ดังนั้น ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอถอดถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ ประกอบกับทายาทอื่นเห็นว่าผู้คัดค้านเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางใจ ฟักฟูมผู้คัดค้านที่ 1 และนางสมถวลิ รังสรรค์ ผู้คัดค้านที่ 2เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสมจิตต์ รังสรรค์ ผู้ตายผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามกฎหมายในลำดับที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเนื่องจากผู้ตายไม่มีคู่สมรส และบิดามารดาของผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ก่อนตายผู้ตายได้จดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามกฎหมายในลำดับที่ 3 จึงถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมาย เพราะมีทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 1 อยู่ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ทั้งผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยผู้ร้องมิได้ยินยอมและปิดบังทรัพย์มรดกและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่แท้จริงของผู้ตาย เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองได้โอนขายทรัพย์มรดกให้บุคคลภายนอกในราคาต่ำ ไม่ยื่นบัญชีแสดงการจัดการทรัพย์มรดกต่อศาล และไม่ส่งมอบทรัพย์มรดกให้ผู้ร้อง ผู้ร้องมีความประสงค์รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกแต่มีเหตุขัดข้องไม่สามารถกระทำได้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดกเดิมเสียก่อน ผู้ร้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือคนล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งถอดถอนผู้คัดค้านทั้งสองจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า

ผู้คัดค้านทั้งสองทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ร้องมิใช่ทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย เอกสารที่แสดงว่าผู้ตายได้จดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมทำขึ้น ขณะผู้ตายไม่มีความรู้สึกผิดชอบ โดยผู้ร้องกับพวกสมคบกันทำขึ้นด้วยการขู่เข็ญบังคับให้ผู้ตายลงลายมือชื่อในกระดาษแบบพิมพ์ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ ผู้ร้องจึงไม่ใช่บุตรบุญธรรมของผู้ตาย ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2519 นางสาวสมจิตต์ รังสรรค์ ได้จดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมที่สำนักงานเขตพระโขนง กรุงเทพมหานครตามสำเนาทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมเอกสารหมาย ร.2 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2533 นางสาวสมจิตต์ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ครั้นวันที่ 9 เมษายน 2533 ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2533คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ข้อแรกว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ถอดถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ ในปัญหานี้ได้ความว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่17 กันยายน 2539 ว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีอื่นและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้ว โดยผู้ร้องในฐานะบุตรบุญธรรมขอสละมรดกของผู้ตายโดยสิ้นเชิงและไม่มีเงื่อนไขทั้งขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกคดีนี้และไม่คัดค้านในการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกต่อไป ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้วแถลงไม่คัดค้าน กรณีรับฟังได้ว่าเป็นความจริงตามคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้ร้องได้แสดงเจตนาชัดแจ้งขอสละมรดกของผู้ตายโดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความการสละมรดกของผู้ร้องย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และตามมาตรา 1615 กำหนดให้การสละมรดกนั้นมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ดังนั้น ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอถอดถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ประกอบกับทายาทอื่นเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชัย สายเชื้อ · พิมล สมานิตย์ · กนก พรรณรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545

พินัยกรรมที่ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ไว้ แม้จะมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน ในขณะทำพินัยกรรม ก็ต้องถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1656 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 ผู้ร้องซึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5782/2533

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้ง ย. เป็นผู้จัดการมรดกของ ร.เจ้ามรดกทางพิจารณาได้ความว่าย. ได้ทำหนังสือสละที่ดินมรดกมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และ ร. ไม่มีทรัพย์มรดกอย่างอื่น ย. ย่อมไม่มีส่วนได้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 27336)

อายุความฟ้องร้องคดีมรดก ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกตายมารดาของจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และเจ้ามรดก เมื่อมารดาจำเลยสละมรดก จำเลยซึ่งเป็นบุตรจึงมีสิทธิ สืบมรดกได้ตามมาตรา 1615…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 103557)

อายุความฟ้องร้องคดีมรดก ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกตาย มารดาของจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และเจ้ามรดก เมื่อมารดาจำเลยสละมรดก จำเลยซึ่งเป็นบุตรจึงมีสิทธิ สืบมรดกได้ตามมาตรา 1615…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2167/2518

การสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะกระทำได้ต่อเมื่อหลังจากที่เจ้ามรดกตายแล้ว และผู้สละเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกนั้นด้วย หากเจ้ามรดกยังไม่ตายก็ย่อมตะไม่มีมรดกตกทอดเพื่อให้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกสละได้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้