Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า ประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน202,314 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543จำเลยที่ 2 ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้กับโจทก์ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์มีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าเป็นข้อสำคัญ ซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใดจำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด แม้โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ด้วย แต่หนี้ตามสัญญารับผิดรับใช้ก็มีมูลฐานมาจากที่โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวนและความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวโดยแจ้งชัดถึงเรื่องจำเลยที่ 1ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 172 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้เข้าเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขาย ดูแลพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในความเสียหายหรือความผิดใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นในระหว่างการเป็นพนักงานของโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 202,314บาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ทั้งหมดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ5,000 บาท

รวม 11 เดือน และหนี้ส่วนที่เหลืออีก 147,314 บาท จำเลยจะชำระจนครบภายในวันที่ 30 มีนาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญารับผิดรับใช้ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญาปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตลอดมา โจทก์ได้ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 202,314 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 12 เดือน เป็นเงิน 30,287 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 232,611 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 232,611 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 202,314 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า

คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมโดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นราคาถึง 202,314 บาท แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า เงินและสินค้าของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกนั้นมีรายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินและสินค้าดังกล่าวมาในฟ้องด้วย ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจในคำฟ้องและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามประเด็นแห่งคดีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่โดยโจทก์อ้างด้วยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอน

มิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ละเมิด เพราะมูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นข้ออ้างแห่งข้อหาว่าประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 202,314 บาท และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้กับโจทก์ โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับผิดรับใช้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ 2 ผิดนัดตลอดมา

โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน202,314 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลมาจากการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใดสินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกไปแนบท้ายฟ้องด้วย

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ด้วยก็ตาม แต่หนี้ตามสัญญารับผิดรับใช้ก็มีมูลฐานมาจากที่โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวน และความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาวินิจฉัยคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษมสันต์ วิลาวรรณ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075/2563

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคาร ม. ให้แก่ธนาคาร ก. กำหนดการโอนกิจการ ให้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของโจทก์โดยให้ดูแลลูกหนี้เจ้าหนี้นั้น ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6535/2556

การพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้นจำต้องพิจารณาแต่เพียงเฉพาะข้อความที่ปรากฏตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเท่านั้น ไม่จำต้องพิจารณาถึงพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นพิจารณามาประกอบ

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 554427)

คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดบรรยายว่า โจทก์ทั้งหมดมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างและได้รับบำเหน็จในส่วนที่ขาดตามมติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2550

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยได้ยื่นขอเบิกค่ารักษาพยาบาลของ ว. สามีโจทก์ พร้อมแนบหลักฐานภายในเวลาตามระเบียบ แต่จำเลยตัดสิทธิโจทก์ หรือทำให้สิทธิโจทก์ลดลงอ้างว่า การเจ็บป่วยของ ว.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1896/2548

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 เป็นการให้อำนาจศาลแรงงานใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่ลูกจ้างได้รับ หาใช่เป็นการตัดสิทธิของลูกจ้างซึ่งได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้