Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ ซึ่งมีราคา 6 หมืนกว่าบาท และทำลายทรัพย์สินในที่ดินนั้น ขอให้ลงโทษและขับไล่จำเลย จำเลยปฏิเสธว่ามิได้บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์กับต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยกระทำผิดจริง พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 363 และ358 ปรับ 550 บาท และให้ขับไล่จำเลยกับให้ใช้ค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะว่าให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 363 แต่บทเดียวปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้นี้คงยืนตามคำพิพากษาศษลชั้นต้น ดังนี้ ่ข้อที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยโต้แย้งสิทธิที่ดินพิพาทในทางแพ่งมาตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้อง ไม่เป็นการบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญาเพราะขาดเจตนานั้น ย่อมเป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลล่างฟังมาแล้วว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุก จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาในทางแพ่งว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย แม้จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ประเด็นนี้ ในคดีส่วนอาญา ศาลล่างก็ฟังเป็นยุติแล้วว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นนั้นด้วย ไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นไปได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่บ้านและสวน จำเลยที่ ๑ ใช้ให้จำเลยที่ ๒-๓ ทำลายรั้วเขตของโจทก์และบุกรุกเข้าไปแผ้วถาง ตัดฟัน และเผาป่าละเมาะ ต้นไม้ และรั้วไม้ ภายในที่ดินของโจทก์ และทำรั้วกั้นเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยเจตนาทำลายทรัพย์และทำลายรั้วอันเป็นเครื่องหมายอาณาเขตที่ดินของโจทก์ และเจตนาบุกรุกเพื่อถือการครอบครองที่ดินบางส่วน ทั้งเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘,๓๖๒,๓๖๓,๘๓,๘๔ และพิพากษาขับไล่ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ และให้รื้อรั้วออกไป กับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารั้วและค่าต้นไม้ ๔๐๐ บาท จำเลยให้ากรว่า จำเลยมิได้บุกรุกเข้าตัดฟันต้นไม้และรื้อรั้วในที่ดินโจทก์ ที่ดินตามฟ้องมิใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของจำเลยที่ ๑ ฯลฯ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยทำลายของของโจทก์เสียหาย แต่จำเลยที่ ๒-๓ กระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด และไม่มีเจตนาบุกรุกและทำลายทรัพย์สินของโจทก์ จึงพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒,๓๖๓,๘๔ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๖๓ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ ให้ปรับ ๔๐๐ บาท กับมีความผิดตามมาตรา ๓๕๘,๘๔ ด้วยให้ปรับ ๕๐ บาท รวมโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็น ๔๕๐ บาท ยกฟ้องคดีอาญาเฉพาะตัวจำเลยที่ ๒-๓ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารและห้ามเกี่ยวข้อง กับให้รื้อรั้วและร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๒๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะว่า จำเลยที่ ๑ กระทำผิดมาตรา ๓๖๒,๓๖๓,๓๕๘ ประกอบด้วย ๘๔ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๖๓ ประกอบด้วย ๔๐ ให้ปรับจำเลยที่ ๑ ๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และจำเลยโต้แย้งสิทธิที่ดินที่พิพาทในทางแพ่งมาตั้งแต่ก่อนฟ้อง ฟ้องอาญาของโจทก์จึงขาดเจตนาตามกฎหมาย ไม่เป็นการบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๐ ฎีกาข้อที่ว่าฟ้องอาญาของโจทก์ขาดเจตนาตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการบุกรุกาตามประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพราะศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเจตนาบุกรุกแล้ว จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทางอาญา จำเลยจะฎีกาให้ฟังเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยจึงมีแต่ในทางแพ่งซึ่งไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะที่ดินพิพาทมีราคา ๖๖,๕๕๕ บาทประเด็นนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงทางอาญา ศาลล่างฟังเป็นยุติว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ บุกรุกที่พิพาทรายนี้ ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่ศาลล่างฟังไว้ในคดีส่วนอาญาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์(ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖) ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๐/๒๔๙๓ ไม่มีทางฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไปได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิทธิ เกตุทัต · เชื้อ คงคากุล · สนิท สุมาวงศ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า - นายวิทวัส อยู่วัฒนา
ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้