Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ได้รับสัมปทานเดินรถ และได้รับรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับให้วิ่งร่วมในเส้นทางที่ได้รับสัมปทานมีชื่อบริษัทจำเลยที่ 3 ที่ข้างรถ จำเลยที่ 3ควบคุมการเดินรถ กำหนดอัตราค่าโดยสาร และได้รับประโยชน์ตอบแทน คือ เรียกค่าธรรมเนียมจากรถที่เข้าร่วมเส้นทางและคิดค่าจอดรถเป็นรายวัน เช่นนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้มีและใช้รถคันเกิดเหตุในกิจการเดินรถของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิดเสียหายต่อโจทก์จำเลยที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างก็ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ค่าจ้างนางพยาบาลเฝ้าไข้ ค่ายา ค่าจ้างรถแท็กซี่ที่ภรรยาไปเฝ้าเยี่ยมปรนนิบัติที่โรงพยาบาล ค่าจ้างรถแท็กซี่นั่งไปทำงานเพราะยังเดินไม่ได้ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยได้การที่โจทก์ต้องพิการ.ไม่สามารถเดินได้ อย่างคนธรรมดาเสียสมรรถภาพในการรับราชการทหาร ทั้งไม่สามารถทำงานหนักได้ ถือได้ว่าโจทก์สูญเสียความสามารถประกอบการงานในภายหน้า

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เป็นบริษัทจำกัด เดินรถรับส่งคนโดยสารจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ของตนเข้าวิ่งร่วมกับจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถ เพื่อหาประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ และตัวโจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกขาหัก เมื่อหายแล้วเดินไม่ปกติ เสียค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายอื่น ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 50,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 24,400 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ชนรถโจทก์จริง ประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในผลละเมิดร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นบริษัทผู้ได้รับสัมปทานเดินรถในเส้นทางสายนี้ และได้รับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเข้าวิ่งร่วมในเส้นทางสัมปทาน และมีชื่อข้างรถว่า "บริษัทไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด" จำเลยที่ 3 ควบคุมการเดินรถ กำหนดอัตราค่าโดยสาร และได้รับประโยชน์ตอบแทน คือ ค่าธรรมเนียมจากรถที่เข้าร่วมเส้นทาง ค่าจอดรถ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้มีและใช้รถคันเกิดเหตุในกิจการเดินรถของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำละเมิดเสียหายต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างก็ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย ประเด็นในเรื่องค่าเสียหายนั้น ปรากฏว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกแข้งขวาหัก ต้องดามเหล็กเข้าเฝือกไว้ ผ่าตัดถึง 3 ครั้ง

ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 2 เดือนเศษ โจทก์เสียค่าจ้างนางพยาบาลเฝ้าไข้ 12 คืน เป็นเงิน 1,200 บาท เสียค่ารถแท็กซี่ที่ภรรยาไปเฝ้าเยี่ยมปรนนิบัติ 600 บาท เมื่อโจทก์ออกจากโรงพยาบาลแล้วโจทก์ยังเดินไม่ได้ ต้องจ้างรถแท็กซี่สำหรับส่งไปทำงานอีก 3 เดือน เป็นเงิน 600 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 1,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แม้โจทก์จะไม่มีใบเสร็จรับเงินมาแสดง แต่โจทก์มีตัวโจทก์และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความรับรองว่า โจทก์ได้จ่ายไปจริงและศาลเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ที่โจทก์นำสืบว่าเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วต้องซื้อยามารักษาอีกตามคำสั่งของแพทย์เป็นเงิน 1,600 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินมาแสดงแต่เมื่อพิจารณาอาการป่วยเจ็บประกอบแล้ว น่าเชื่อว่าโจทก์ต้องซื้อยามารักษาตัวจริง และกำหนดค่ายาให้เพียง 1,000 บาท พอเหมาะสมแล้วส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ต้องสูญเสียอนาคตในการทำงานและเสียบุคลิกลักษณะนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ถูกรถชน ทำให้โจทก์ขาพิการไปตลอดชีวิต ไม่สามารถเดินได้อย่างคนธรรมดา เสียสมรรถภาพในการรับราชการทั้งไม่สามารถทำงานหนักได้ ถือได้ว่าโจทก์สูญเสียความสามารถประกอบการงานในภายหน้า และทำลายความก้าวหน้าของโจทก์ตลอดชีวิต ศาลล่างกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ 20,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการเหมาะสมแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 500 บาทแทนโจทก์ด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธี ชอบธรรม · วิกรม เมาลานนท์ · สนับ คัมภีรยส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้