คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์เมาสุราแล้วทำร้ายร่างกายผู้บังคับบัญชาต่อหน้าพนักงานของจำเลยเป็นจำนวนมากเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "
โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิดระเบียบข้อบังคับฯ เอกสารหมาย ล.4 เป็นกรณีที่ร้ายแรง ความผิดเป็นกรณีที่ร้ายแรงอยู่ในข้อ 9.4 มิใช่ข้อ 9.5ข้อ 9.5 ไม่ใช่ความผิดเป็นกรณีที่ร้ายแรง ทั้งยังกำหนดไว้อย่างเคลือบคลุมเป็นการกำหนดไว้ลอย ๆ ไม่สมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายไม่เป็นธรรม การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามคำฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วระเบียบข้อบังคับฯ เอกสารหมาย ล.4 กำหนดความผิดและการลงโทษไว้เป็น 3 สถานคือ ข้อ 9.1 โทษสถานเบา ข้อ 9.2 ความผิดสถานปานกลางทั้งข้อ 9.1 และข้อ 9.2 ต่างมีมาตรการการลงโทษแยกไว้ต่างหากจากกัน และข้อ 9.3 โทษสถานหนักซึ่งมีอยู่ตามข้อ 9.3.1 ถึงข้อ 9.3.9และมีมาตรการ การลงโทษ 2 ประการคือ กระทำผิดครั้งที่ 1 ให้พักงานหรือตัดค่าแรง กระทำผิดครั้งที่ 2 ให้ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยสำหรับข้อ 9.4 นั้น แท้จริงหาได้อยู่ในความผิดสถานเบา สถานปานกลางหรือสถานหนักประการใดไม่ แต่เป็น "โทษทางวินัย" อันกำหนดขึ้นต่างหากจากข้อ 9.1 ข้อ 9.2 และข้อ 9.3 ข้อ 9.4 มีความว่า"9.4 โทษทางวินัย9.4.1 พยายามสืบรู้การผลิต การค้า หรือธุรกิจของบริษัทฯ และรับประโยชน์จากการนี้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น9.4.2 เจตนากระทำความผิดอาญาต่อนายจ้างหรือบริษัทฯ9.4.3 กระทำให้บริษัทได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยการปล่อยข่าวลือไปในทางเสีย9.4.4 ประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ หรือนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างหนัก9.4.5 ขาดงานติดต่อกัน 3 วันทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร9.4.6 ถูกศาลตัดสินจำคุกมาตรการการลงโทษ
กระทำผิดครั้งที่ 1 ให้ออกโดยไม่จ่ายเงินชดเชย"สำหรับข้อ 9.5 ที่ศาลแรงงานกลางปรับความผิดแก่โจทก์นั้นมีความว่า"9.5 การเปรียบเทียบลักษณะความผิดความผิดอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับนี้ ให้ทำการพิจารณาโทษโดยหัวหน้างาน หรือฝ่ายจัดการเพื่อเปรียบเทียบการลงโทษโดยยุติธรรม พนักงานจะปฏิเสธการตัดสินของหัวหน้างาน หรือฝ่ายจัดการไม่ได้"ตามระเบียบข้อบังคับ เอกสารหมาย ล.4 ที่ศาลฎีกายกขึ้นกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่าการกระทำของโจทก์หาได้เข้าเกณฑ์ที่ระบุไว้เป็นความผิดสถานเบาตามข้อ 9.1 ความผิดสถานปานกลางข้อ 9.2โทษสถานหนักข้อ 9.3 และโทษทางวินัยข้อ 9.4 ไม่ การกระทำของโจทก์จึงเข้าลักษณะความผิดอื่น ๆ ตามข้อ 9.5 ที่ให้ฝ่ายนายจ้างมีอำนาจเปรียบเทียบการลงโทษได้
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ชกต่อยนายยุทธ คันธวงศ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ในขณะที่กำลังเปลี่ยนกะพนักงานต่อหน้าพนักงานของจำเลยจำนวนมาก ด้วยสาเหตุเนื่องจากการทำงานนั้นนอกจากจะเป็นการกระทำผิดอาญาซึ่งมีโทษตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ได้ชื่อว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยมีลักษณะเป็นพาล ก้าวร้าวไม่ให้เกียรติผู้บังคับบัญชาและเป็นผลมาจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัยของสถานที่ทำงานไม่เคารพยำเกรงผู้บังคับบัญชาผู้ซึ่งได้ปฏิบัติการตามหน้าที่อันเป็นการกระด้างกระเดื่องต่อการบังคับบัญชา ย่อมทำให้จำเลยเสียหายด้านการปกครอง จึงเป็นความผิดกรณีร้ายแรง เปรียบเทียบได้กับโทษทางวินัยข้อ 9.4.2 ที่ว่า เจตนากระทำผิดอาญาต่อนายจ้างหรือบริษัทฯ ซึ่งมีมาตรการการลงโทษกระทำผิดครั้งที่ 1 ให้ออกโดยไม่จ่ายเงินชดเชย และถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงตามความหมายในประกาศกระทรวงมหาดไทย
เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) ด้วยจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน