Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าข้อขัดแย้งนั้นจะเกิดจากฝ่ายใดเป็นฝ่ายแจ้งหรือข้อเรียกร้อง ถ้าได้ดำเนินการเจรจาตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วแต่มิอาจตกลงกันได้ ซึ่งถือเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้น นายจ้างหรือลูกจ้างย่อมมีสิทธิปิดงานหรือนัดหยุดงานได้แล้วแต่กรณี ไม่ใช่จะมีสิทธิเฉพาะฝ่ายที่แจ้งข้อเรียกร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ฯ และเป็นลูกจ้างของจำเลย สหภาพแรงงานได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อจำเลย ต่อมาจำเลยกับสหภาพแรงงานได้ร่วมกันพิจารณาข้อเรียกร้อง แต่ไม่สามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องบางข้อได้ สหภาพแรงงานจึงแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบ พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานรวม ๒ ครั้ง แล้วจำเลยปิดงานโดยไม่มีกำหนดเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยมิได้เป็นฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง ทั้งสหภาพแรงงานมิได้แจ้งแก่จำเลยว่าลูกจ้างจะนัดหยุดงาน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะปิดงานการที่จำเลยปิดงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจำต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่ปิดงาน ขอศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่ปิดงานพร้อมทั้งดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิตามกฎหมายที่จะปิดงานได้เพราะพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ดังนั้นแม้จำเลยจะมิได้เป็นเป็นฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องก็มีสิทธิปิดงานได้ และก่อนที่จำเลยปิดงาน จำเลยได้ปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างและดอกเบี้ยในระว่างที่ปิดงานให้แก่โจทก์ ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องไม่มีสิทธิประกาศปิดงานโดยที่สหภาพแรงงานมิได้แจ้งแก่จำเลยก่อนว่าลูกจ้างจะนัดหยุดงาน การที่จำเลยปิดงานจึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา ๒๒ ประกอบด้วยมาตรา ๓๔ ต้องใช้ค่าเสียหายในระหว่างปิดงานให้แก่โจทก์พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างมีความเห็นแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา ๒๒ วรรคสาม ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการปิดงานของนายจ้างและการนัดหยุดงานของลูกจ้างระบุว่า "ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา ๒๖ หรือนายจ้างจะปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานโดยไม่ขัดต่อมาตรา ๓๔ ก็ได้ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า กฎหมายได้ให้สิทธิแก่ทั้งสองฝ่าย คือนายจ้างที่จะปิดงานและลูกจ้างที่จะนัดหยุดงานได้เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานและข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้

ไม่มีข้อความใดอันมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไว้ โดยเฉพาะคำว่า "ข้อพิพาทแรงงาน" นั้น พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา ๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า "หมายความว่าข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" มิได้แบ่งแยกเป็นข้อพิพาทแรงงานของฝ่ายนายจ้างหรือข้อพิพาทแรงงานของฝ่ายลูกจ้าง ฉะนั้น กรณีมีข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าข้อขัดแย้งนั้นจะเกิดจากฝ่ายใดเป็นฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง ถ้าได้ดำเนินการเจรจามาตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันได้ ย่อมถือว่าเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามความหมายในมาตรา ๒๒ วรรคสาม ทั้งสิ้น นายจ้างหรือลูกจ้างย่อมมีสิทธิปิดงานหรือนัดหยุดงานได้แล้วแต่กรณี

ไม่ใช่จะมีสิทธิเฉพาะฝ่ายที่แจ้งข้อเรียกร้อง อีกประการหนึ่งการที่ทางราชการตราพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ ออกใช้บังคับ ก็โดยมีเจตนาที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้เป็นไปโดยวิธีปรองดองและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่มาตรา ๒๒ วรรคสาม จะมุ่งหมายให้สิทธิแก่ฝ่ายที่แจ้งข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวโดยไม่ให้สิทธิแก่อีกฝ่ายหนึ่ง การที่จะแปลความหมายในมาตรา ๒๒ วรรคสามว่า ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ซึ่งจะทำให้นายจ้างมีสิทธิปิดงานหรือลูกจ้างมีสิทธินัดหยุดงาน หมายถึงข้อพิพาทแรงงานซึ่งตนเป็นฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องนั้นนอกจากจะเป็นการแปลที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ยังขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว แม้จำเลยจะมิได้เป็นฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง จำเลยก็มีสิทธิที่จะปิดงาน การที่จำเลยปิดงานจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพียร สุมิระ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายถวิล อินทรักษาศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 267198)

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ลูกจ้างโจทก์ 250 คน ถึง 300 คน รวมทั้งจำเลยร่วมทั้งหมดได้ชุมนุมกันหน้าบริษัทโจทก์โดยไม่เข้าทำงานเพราะไม่พอใจที่โจทก์จะงดจ่ายเง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5506/2538

ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 เป็นกรณีต่อเนื่องมาจากมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเกิดจากข้อเรียกร้องโดยให้มีผลผูกพันนายจ้างกับลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2532

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ กำหนดลำดับขั้นตอนนำไปสู่การนัดหยุดงานได้โดยชอบตามมาตรา 22 วรรคท้าย โดยเริ่มจากการที่นายจ้างหรือลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2531

บริษัทจำเลยและสหภาพแรงงานฯ ซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกอยู่ด้วยได้แจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อกันแม้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ไกล่เกลี่ยแล้วก็ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยได้เสนอข้อตกล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793/2530

กฎหมายไม่ได้บังคับว่าฝ่ายที่ยื่นข้อเรียกร้องจะถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดหรือข้อหนึ่งข้อใดไม่ได้ เมื่อสหภาพแรงงานพนักงานยาสูบ ผู้ยื่นข้อเรียกร้องได้ขอถอนข้อเรียกร้องข้อ 10 ที่ขอเปลี่ยนเวลาทำงาน แล้วนำคดีไป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้