คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสองสำนวนนี้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกนายเลิศหรือกฤษดา สุกันทา ผู้เสียหาย ในสำนวนแรกว่าผู้เสียหายที่ 1 และเรียกนายสันติ สิบต๊ะผู้เสียหายในสำนวนหลังว่าผู้เสียหายที่ 2โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ร่วมกันจัดหางานให้นายเลิศหรือกฤษดา สุกันทา ผู้เสียหายที่ 1 และนายสันติ สิบต๊ะ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นคนหางาน เพื่อไปทำงานในต่างประเทศ ที่ประเทศนิวซีแลนด์ โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและจำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสอง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยกับพวกได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลางมีความสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์และมีงานให้ทำตำแหน่งคนงานในโรงงานจะได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท
ถึง 20,000 บาท หากผู้เสียหายทั้งสองประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ดังกล่าวต้องเสียค่าบริการตอบแทนแก่จำเลยกับพวกคนละ 80,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและจำเลยกับพวกไม่มีความสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองมอบเงินค่าบริการแก่จำเลยกับพวกไปเป็นเงินคนละ 80,000บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 80,000 บาท และนับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกันจำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยสำนวนละ 3 ปี นับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกัน ความผิดข้อหาอื่นให้ยกโจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสองว่า ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี
ได้ต่อเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดตามบทบัญญัติมาตราใดมาตราหนึ่งของพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ก่อน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง,82 จึงไม่สามารถลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ได้นั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะการกระทำผิดและโทษไว้เป็นการเฉพาะ มิได้อาศัยฐานความผิดอื่นฐานใดฐานหนึ่งในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
พ.ศ. 2528 แต่อย่างใดศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 91 ตรี ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 80,000บาท ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในเรื่องนี้จึงไม่มีอำนาจสั่งคืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาในข้อกฎหมายดังกล่าว แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ80,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5