คำฟ้องและคำให้การ
คดี 2 สำนวนนี้โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่าจำเลยทั้งสามกับพวกอีก1 คนมีมีดและปืนเป็นอาวุธติดตัว ทำการปล้นทรัพย์ ในคดีนี้นายหยินและนายใจเป็นจำเลย โจทก์บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลคลองชักพระ อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดพระนคร ซึ่งที่ถูกเป็นจังหวัดธนบุรี ส่วนในคดีที่นายเบี้ยวเป็นจำเลยนั้น โจทก์ระบุว่าเหตุเกิดที่ตำบลคลองชักพระอำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องว่านายเบี้ยวจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีเรื่องอื่นอีกคดีหนึ่งขอให้นับโทษต่อ จำเลยรับว่าต้องโทษอยู่ในคดีนั้นจริงจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม และให้นับโทษนายเบี้ยวจำเลยต่อจากโทษในคดีอีกเรื่องหนึ่งนั้นด้วยจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเรื่องฟ้องผิดจังหวัดกับไม่ควรนับโทษศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องผิดจังหวัดไปนั้น ปรากฏตามหลักฐานในสำนวนว่านายหยินกับนายใจจำเลยก็เป็นคนมีบ้านเรือนอยู่อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี อำเภอเดียวกับที่เกิดเหตุ ย่อมจะทราบได้ดีว่าที่เกิดเหตุอยู่ในจังหวัดธนบุรี
ทั้งสถานที่อยู่ที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นต่อสู้และนำสืบก็ว่าในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอยู่ที่บ้านนายใจจำเลยซึ่งอยู่ในอำเภอตลิ่งชันจังหวัดธนบุรีนั่นเอง การที่โจทก์บรรยายฟ้องผิดจังหวัดไปนี้หาได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้หรือเสียเปรียบในเชิงคดีไม่ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการผิดพลาดเพียงเท่านี้ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปนั้นชอบแล้วข้อที่นายเบี้ยวจำเลยฎีกาว่าจำเลยนี้ถูกคุมขังและฝากขังในคดีนี้ก่อนคดีอื่นจึงไม่ควรนับโทษต่อนั้น เห็นว่าจำเลยถูกคุมขังและฝากขังในคดีนี้ก่อนหรือหลังคดีอื่นนั้นไม่เป็นข้อสำคัญ เมื่อศาลพิพากษาคดีนี้ภายหลัง ก็ย่อมให้นับโทษต่อจากคดีที่พิพากษาไปแล้วนั้นได้พิพากษายืน