คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า มารดาโจทก์ได้ยกที่ดินโฉนดที่ ๔๘๕ ให้โจทก์ครอบครอง แต่กลับโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๒-๓ ในโฉนด เพราะสำคัญผิด โจทก์ครอบครองมากว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๒-๓ ได้เอาที่ดินแปลงนี้ไปจำนองไว้กับจำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้โดยการครอบครอง และให้เพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒-๓ เสีย
จำเลยให้การว่าได้จำนองที่ดินโฉนดที่ ๔๘๕ โดยสุจริต โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๒-๓ เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลได้พิพากษาตามยอมให้ที่ดินโฉนดที่ ๔๘๕ เป็นของจำเลยที่ ๒-๓ ปรากฏตามคดีแพ่งแดงที่ ๑๙๗/๒๕๐๓ และโจทก์เคยฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ศาลได้พิพากษายกฟ้องอีก ปรากฏตามคดีแพ่งแดงที่ ๑๙๕/๒๕๐๕ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ พิพากษาให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลย ที่ ๒-๓ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลว่า ที่ดินโฉนดที่ ๔๘๕ เป็นของจำเลย ศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดตามคดีแดงที่ ๑๙๗/๒๕๐๓ ของศาลจังหวัดลพบุรีแล้ว คำพิพากษานี้ย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ โจทก์จะมาฟ้องขอให้เพิกถอนเปลี่ยนแปลงอีกไม่ได้ เพราะแม้จะอุทธรณ์ฎีกาในคดีเดิมยังต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๔๘๕ ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒-๓
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.