Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระราคาค่างวดรถยนต์ติดต่อกันถึง 7 งวด จำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญายึดรถยนต์คืนจากโจทก์ ดังนั้น จำเลยจึงมิใช่ฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยมิใช่ฝ่ายผิดสัญญา คดีจึงฟังไม่ได้ตามฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีต่อไปว่า เมื่อจำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์เป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้จำเลยคืนเงินค่างวดรถยนต์ที่ได้รับชำระไว้แล้วทั้งหมดแก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยคดีนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เป็นการไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 กระทำการแทน จำเลยที่ 1 โจทก์ซื้อรถยนต์บรรทุกยี่ห้ออีซูซูจากจำเลย 1 คัน ราคา 714,990 บาท โดยวิธีผ่อนชำระเป็น 30 งวด ๆ ละ 23,840 บาท จำเลยส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ครอบครองนับแต่วันทำสัญญา โจทก์ชำระหนี้แล้วเป็นจำนวน552,120 บาท คงค้างอยู่เป็นจำนวน 162,870 บาท โจทก์นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมที่อู่รับซ่อมรถยนต์ที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่นจำเลยได้นำรถยนต์ไปจากการครอบครองของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยไม่ได้บอกกล่าวเลิกสัญญากับโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์คืน หรือชำระเงิน 552,120 บาท แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโจทก์ผิดนัดชำระราคารถยนต์ที่ซื้อไปจากจำเลยที่ 1รวม 7 งวด เป็นเงิน 160,000 บาทเศษ และนำรถยนต์ไปหลบซ่อนเป็นการผิดสัญญา จำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงใช้สิทธิตามสัญญายึดรถคืนมาโดยชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยขอให้ยกฟ้องโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะของจำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมโจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดไม่ผ่อนชำระราคาตามสัญญา จำเลยจึงใช้สัญญายึดรถยนต์คันพิพาทคืนจากโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการผิดสัญญา แต่การที่จำเลยใช้สิทธิยึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์เท่ากับเป็นการแสดงเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทอีกต่อไปเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามข้อสัญญาที่ตกลงไว้ต่อกันจำเลยต้องคืนเงินค่ารถยนต์พิพาทที่ได้รับชำระไว้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์กลับสู่ฐานะเดิมสำหรับจำเลยที่ 2 ปรากฏว่าเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 429,120 บาท แก่โจทก์

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยที่ 1ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้ว จึงให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับชำระมาทั้งหมดแก่โจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความสำคัญว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยโดยวิธีผ่อนชำระราคาเป็นงวดรวม 30 งวด จำเลยได้ส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ครอบครองตลอดมา โจทก์ได้ชำระหนี้ราคารถยนต์ให้จำเลยแล้วบางส่วนเป็นเงิน 552,120 บาท ระหว่างโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่รถยนต์อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น จำเลยให้ลูกจ้างมานำรถยนต์ไปจากความครอบครองของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นการกระทำที่มิชอบ

จำเลยให้การว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญาโดยค้างชำระราคารถถึง 7 งวด เป็นเงิน 160,000 บาทเศษ จำเลยทวงถามแล้วโจทก์เพิกเฉย จำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทจึงใช้สิทธิยึดรถยนต์คืนมาโดยชอบ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายตาฟ้องหรือไม่ ตามสัญญาขายรถยนต์พิพาทเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.1 ข้อ 8 ระบุว่า หากผู้ซื้อผิดนัดการชำระเงินก็ดี ผู้ขายหรือผู้รับหมายจากผู้ขายมีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองรถยนต์พิพาทได้ทันที โดยไม่ต้องเรียกร้องและบอกกล่าวให้ผู้ซื้อทราบก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระราคาค่างวดรถยนต์ติดต่อกันถึง 7 งวด จำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญายึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์

ดังนั้น จำเลยจึงมิใช่ฝ่ายผิดสัญญาเมื่อจำเลยมิใช่ฝ่ายผิดสัญญา คดีจึงฟังไม่ได้ตามฟ้องศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีต่อไปว่า เมื่อจำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์เป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และให้จำเลยคืนเงินค่างวดรถยนต์ที่ได้รับชำระไว้แล้วทั้งหมดแก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยคดีนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เป็นการไม่ชอบ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · เดชา สุวรรณโณ · มีพาศน์ โปตระนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้