Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องมี ว. อายุประมาณ 23 ปี เต็มใจรับหมายไว้แทนเพราะอยู่บ้านเดียวกัน จำเลยที่ 1 กับ ว. นามสกุลเดียวกัน และไม่ปรากฎว่า ว. ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานผู้ส่งหมายเรียกให้บันทึกเหตุผลที่รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องแทนว่าเพราะจำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปติดต่อธุรกิจกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดจึงถือว่าได้มีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และไม่มีเหตุผลที่จะให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1เดินทางไปติดต่อธุรกิจกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดในวันที่มีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไปต่างจังหวัดระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 10 มีนาคม 2528 เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงทราบว่าถูกฟ้องแต่จำเลยที่ 1 หาได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การในเวลาอันสมควรไม่ เพิ่งมายื่นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2528 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ พฤติการณ์เช่นนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานจำเลยที่ 1ไปครั้งหนึ่งแล้ว ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าป่วยและไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาล ครั้นถึงวันนัดถัดมาจำเลยที่ 1ขอเลื่อนอีกอ้างว่าได้เดินทางไปประเทศอินเดียยังไม่กลับทั้งทนายโจทก์ก็คัดค้านว่าไม่ควรให้เลื่อน ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่นำพาต่อกำหนดนัดของศาลและเป็นการประวิงคดี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสี่ขาดนัดคำให้การ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณาด้วยต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องว่า มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและคดีมีทางชนะคดีโจทก์ ขออนุญาตยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และได้นัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงวันนัดจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการพิจารณาอ้างเหตุท้องเสียอย่างกะทันหัน

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณานัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ไปอีกเกือบ 1 เดือน โดยกำชับไว้ว่านัดหน้าหากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาล ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ จะถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจเบิกความ ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณาอีกอ้างว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่กลับจากต่างประเทศ

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 ประวิงคดี จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณา และนัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 16 นาฬิกาของวันเดียวกัน แต่ต่อมาก่อนอ่านคำพิพากษา ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอยื่นคำให้การและขอเลื่อนการพิจารณาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,500บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดคำให้การหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่าศาลชั้นต้นหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 โดยบุคคลอื่นรับไว้แทนเมื่อวันที่ 23กุมภาพันธ์ 2528 จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด

ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่14 พฤษภาคม 2528 ทั้งได้แจ้งนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วเมื่อวันที่21 มีนาคม 2528 ครั้งถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2528 ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ หมายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าในช่วงระหว่างวันที่ 20กุมภาพันธ์ ถึง 10 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 มีความจำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจสำคัญกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดอยู่เสมอ แต่ละครั้งนานไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน เมื่อจำเลยที่ 1 เดินทางกลับมา พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่รับไว้แทนมามอบให้ซึ่งขณะนั้นได้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การแล้ว จำเลยที่ 1จึงทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รีบติดต่อทนายความเข้าต่อสู้คดี

จำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การจึงขออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การ และในโอกาสเดียวกันนั้นเสมียนทนายจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงขอเลื่อนการพิจารณาอ้างว่าทนายจำเลยที่ 1 ติดว่าความในคดีอื่น ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้วทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 จงใจประวิงคดีไม่ควรให้เลื่อนคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามรายงานการเดินหมายเมื่อวันที่23 กุมภาพันธ์ 2528 ได้มีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องแล้วมีนายวรพจน์ โพธิปริสุทธิ์ อายุประมาณ23 ปี เต็มใจรับหมายไว้แทนเพราะอยู่บ้านเดียวกัน ทั้งนี้จำเลยที่ 1กับนายวรพจน์ ผู้รับหมายไว้แทนเป็นบุคคลนามสกุลเดียวกันและไม่ปรากฎว่านายวรพจน์ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานผู้ส่งหมายเรียกให้บันทึกเหตุผลที่รับหมายเรียกสำเนาคำฟ้องแทนว่าเพราะจำเลยที่ 1ได้เดินทางไปติดต่อธุรกิจกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดแต่ประการใดจึงถือว่าได้มีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับไปถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และไม่มีเหตุผลที่จะให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1ได้เดินทางไปติดต่อธุรกิจกับลูกค้าที่ต่างจังหวัดในวันที่มีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องดังที่กล่าวอ้างอย่างไรก็ดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่า

จำเลยที่ 1 ไปต่างจังหวัดระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 10 มีนาคม 2528 เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงทราบว่าถูกฟ้อง ข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ แสดงว่าหลังจากไปต่างจังหวัดกลับมาถึงบ้านแล้ว คือประมาณวันที่ 10 มีนาคม 2528 จำเลยที่ 1 ก็ได้ทราบถึงการถูกฟ้องเป็นคดีนี้ทันที ในกรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะยื่นคำให้การโดยไม่จงใจจะประวิงคดี ก็น่าจะยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การหลังจากกลับมาถึงบ้านแล้วภายในเวลาอันสมควรเพราะเมื่อกลับมาถึงบ้านข้อขัดข้องในการยื่นคำให้การก็หมดไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1หาได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การในเวลาอันสมควรไม่ เพิ่งมายื่นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2528 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งเป็นระยะเวลาถึง 2 เดือนเศษหลังจากทราบว่าถูกฟ้องพฤติการณ์เช่นนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2528 ถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่า ตัวจำเลยที่ 1 ป่วยกะทันหันด้วยโรคทางเดินอาหารแต่ไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ในวันที่ 29 สิงหาคม 2528โดยกำชับว่า ในนัดหน้าหากจำเลยที่ 1 ไม่มาศาลไม่ว่ากรณีใด ๆ จะถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจเบิกความ ครั้งถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 1 ให้เสมียนทนายยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ได้เดินทางไปประเทศอินเดีย ยังไม่กลับ ขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยที่ 1 ไปอีกนัดหนึ่ง

ดังนี้เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานจำเลยที่ 1 ไปครั้งหนึ่งแล้วทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าป่วยและไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อศาล ครั้นถึงวันนัดถัดมาจำเลยที่ 1กลับขอเลื่อนอีกอ้างว่า ได้เดินทางไปประเทศอินเดียยังไม่กลับทั้งทนายโจทก์ก็คัดค้านว่าไม่ควรให้เลื่อน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1เช่นนี้ เป็นการไม่นำต่อกำหนดนัดของศาลและเป็นการประวิงคดีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1ออกไปอีกจึงชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวิน อักขรายุธ · ก้าน อันนานนท์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้