คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท การที่จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ก็เพื่อการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.12 จ.15 จ.17 และ จ.20 ระบุถึงข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไว้ในข้อ 7. มีใจความว่า "...ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายที่ค้างชำระดังกล่าวในอัตราสูงสุดนับแต่วันที่ข้าพเจ้าตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายทั้งหมดเสร็จสิ้น..."
แสดงว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ในต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ใช่กรณีไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 กล่าวอ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ว่า ฝ่ายจำเลยควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
พ.ศ.2537 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกำหนดความรับผิดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระและดอกเบี้ยตามสัญญา การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค่าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นเบี้ยปรับลงพอสมควรยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่ง โจทก์เป็นสถาบันการเงินตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 มาตรา 3 (4) ประกอบกับประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2537 ข้อ 1 และตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสถาบันการเงินบางประเภทหรือทุกประเภทโดยกำหนดเป็นอัตราสูงสุดหรืออัตราที่อ้างอิงในลักษณะอื่นก็ได้ และจะกำหนดเงื่อนไขให้สถาบันการเงินต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ สำหรับธนาคารโจทก์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวข้างต้น กำหนดการคิดดอกเบี้ยของธนาคารโจทก์ไว้ในข้อ 2 โดยกำหนดว่า
อัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่ธนาคารโจทก์อาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารโจทก์กำหนด ซึ่งหมายความว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินประกาศของธนาคารโจทก์ที่ประกาศกำหนดเอง และโจทก์ได้ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ดังเช่นปรากฏในประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น โดยไม่ได้กำหนดให้ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ นอกจากนี้ เนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้เป็นการชำระหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ และเป็นกรณีที่ต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนดอกเบี้ยดังได้กล่าวแล้วข้างต้น จึงสมควรให้คำพิพากษานี้มีผลไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) ที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้นต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่างๆที่มีผลบังคับในแต่ละช่วงเวลาหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 7 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 10,000 บาท แทนโจทก์