Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 458/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ คำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เด็กหญิง ก. เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายนพ โรจนวานิช กับจำเลยที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2530 หลังจากที่นายมานพและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2530 เด็กหญิง ก. อยู่ภายใต้การดูแลของจำเลยที่ 1 โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2529 และได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2530 แต่ได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลทรัพย์สินบางส่วนของโจทก์และดูแลเด็กหญิง ก. ภายหลังจดทะเบียนสมรส โจทก์มีเจตนาที่จะมอบทรัพย์สินและรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นทุนการศึกษาในอนาคตของเด็กหญิง ก. แต่โจทก์ไม่ไว้วางใจเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ จึงกำหนดเงื่อนไขข้อตกลงว่า

ถ้าโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้อแยกทางกันและจำเลยที่ 1 แต่งงานใหม่ โจทก์จะเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินในส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. โจทก์ได้แบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้เด็กหญิง ก. โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2531 ซึ่งในขณะนั้นเด็กหญิง ก. มีอายุเพียง 8 เดือน ทรัพย์สินบางส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. โดยที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ มีรายการดังต่อไปนี้ (ก) เดือนมกราคม 2531 ถึงเดือนกันยายน 2534 จำเลยที่ 1 รับเงินไว้เดือนละ 5,000 บาท รวม เป็นเงิน 225,000 บาท (ข) เดือนมกราคม 2533 ถึงเดือนกันยายน 2534 จำเลยที่ 1 รับเงินไว้เดือนละ 30,000 บาท รวม เป็นเงิน 630,000 บาท (ค) วันที่19 กุมภาพันธ์ 2533 โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อไปซื้อสลาก

ออมสินจำนวน 10,000 บาท เลขที่ ล7639158 ถึง ล7649157 มีระยะเวลาครบกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2533 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2536 โดยมอบรายได้จากรางวัลสลากออมสินทุกเดือนและดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนให้เด็กหญิง ก. และในวันเดียวกันโจทก์ได้ทำหนังสือระบุให้โจทก์เป็นผู้จัดการทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ถ้าจำเลยที่ 1 แต่งงานใหม่ตามเงื่อนไขที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ก่อนจะยกทรัพย์สินให้เด็กหญิง ก. ต่อมาเมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันหาผลประโยชน์จากอำนาจปกครองเด็กหญิง ก. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ก่อนที่จะจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และได้ร่วมกันโยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง

ก. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อปกปิดการกระทำดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอต่อกรมประชาสงเคราะห์ว่าจำเลยที่ 2 ได้อุปการะเด็กหญิง ก. มาเป็นระยะเวลานานแล้ว และได้จดทะเบียนรับเด็กหญิง ก. เป็นบุตรบุญธรรมเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2536 และได้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายเข้ามาจัดการทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่โจทก์ระบุถึงบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน และจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมแจ้งให้โจทก์ทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว อีกทั้งปรากฏว่าทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. นั้นได้ถูกโยกย้ายและนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวจนหมดแล้ว

โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงเงื่อนไขข้อตกลงห้ามจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจัดการทรัพย์สินดังกล่าว และโจทก์จะเป็นผู้จัดการทรัพย์สินซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1577 ที่บัญญัติรับรองการกำหนดเงื่อนไขของผู้ให้ และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบบัญชีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมกับทรัพย์สินให้โจทก์เป็นผู้ดูแล แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธอ้างว่าการจัดการทรัพย์สินของเด็กหญิง ก. เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1571 โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กหญิง ก. ไม่มีอำนาจปกครอง ไม่สามารถจัดการทรัพย์สิน และจำเลยที่ 2 ก็ไม่ยินยอมที่จะส่งมอบและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สิน โดยอ้างเหตุผลตามมาตรา 1571 เช่นเดียวกัน ซึ่งโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างดังกล่าว

เพราะในกรณีปกติในการจัดการทรัพย์สินทุกชนิดของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะเป็นผู้จัดการตาม มาตรา 1571 ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง แต่ก็มีกฎหมายมาตรา 1577 บัญญัติว่า ห้ามผู้ใช้อำนาจปกครองจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวมีเงื่อนไขให้บุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้จัดการ ทรัพย์สินเช่นว่านี้ผู้ใช้อำนาจปกครองหรือบิดามารดาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ที่ได้ตกลงไว้กับจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับผู้เยาว์โดยมิชอบ และร่วมกันจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในทางที่ผิด จนเกิดความเสียหายจนเป็นเหตุอันสมควรที่ถอนอำนาจจัดการทรัพย์สินกล่าวคือ (ก)

จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้เอกสารอันเป็นเท็จ และอำนาจปกครองโดยมิชอบ จำเลยที่ 2 อ้าง เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 1571 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนเลิกรับเด็กหญิง ก. เป็นบุตรบุญธรรมเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2536 โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ยอมแก้ไขทะเบียนราษฎรให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และจำเลยที่ 1 ยังยินยอมให้จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดมา (ข) จำเลยทั้งสองได้ร่วมกัน นำทรัพย์สินที่โจทก์มอบให้เด็กหญิง ก. ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดา ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปกครองย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของเด็กหญิง ก. ได้ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ด้วย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว วินิจฉัยว่าไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์เป็นญาติของเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 แต่งงานใหม่อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 จะต้องมอบสิทธิดูแลเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์พร้อมกับทรัพย์สินที่โจทก์มอบสิทธิให้จำเลยที่ 1 ดูแลแทนผู้เยาว์กลับคืนโจทก์ทั้งหมดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหน้าที่ผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เยาว์และอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกทรัพย์สินให้แก่เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินดังกล่าวให้โจทก์กับมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้ผู้เยาว์ ซึ่งคำขอดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในส่วนที่โจทก์ยกให้จัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ

กรณีดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1577 ประกอบมาตรา 56 และในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 โยกย้ายทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้เด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ได้กระทำการโยกย้ายทรัพย์สินของผู้เยาว์จริง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบบัญชีและทรัพย์สินให้โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วสันต์ ตรีสุวรรณ · อำนวย เต้พันธ์ · สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้