Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4594/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองเคยสั่งให้โจทก์ลงโฆษณามาก่อนหลายครั้ง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา แม้ในครั้งที่พิพาทกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้แต่ก็เป็นเรื่องข้อตกลงภายในของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งบุคคลภายนอก ทั้งข้อความที่ลงโฆษณาก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกิจการและประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนว่าจ้างโจทก์โฆษณา จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดชำระสินจ้างแก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนและในฐานะส่วนตัวว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง ภาษาไทย ในเขตนครหลวง ประจำปี 2539 เป็นเงินจำนวน 301,280 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 30,128 บาท โจทก์จัดพิมพ์โฆษณาในสมุดโทรศัพท์แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 410,494 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 301,280 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณา จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แต่เป็นพนักงานของบริษัทกิมสต๊อก

จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 การจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจลงนามจัดซื้อจัดจ้างและมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 คือนายอรรถกร จารุเธียร และนางสาวจารุนันท์ จารุเธียร กรรมการพร้อมประทับตราจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้เป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 กระทำโดยพลการ เนื่องจากพนักงานขายของโจทก์ใช้กลลวง แจ้งจำเลยที่ 2 ว่าหากลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง ช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 322,369.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 301,280 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่ออนุมัติว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง เขตนครหลวง โจทก์จัดส่งใบร่างแบบโฆษณาในสมุดโทรศัพท์ไปให้จำเลยที่ 2 ตรวจสอบ จำเลยที่ 2 อนุมัติตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์จึงจัดพิมพ์โฆษณาตามคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.6 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระสินจ้างให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่... เห็นว่า ได้ความจากนายคมสันต์พยานโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเคยสั่งให้โจทก์ลงโฆษณาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า

ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยติดต่อโจทก์เพื่อลงโฆษณาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณาตามเอกสารหมาย จ.4 เช่นกัน แต่กรรมการของจำเลยที่ 1 ต้องลงลายมือชื่ออีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าในการว่าจ้างโจทก์โฆษณาที่ผ่านมา จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบสั่งลงโฆษณา แม้ในครั้งนี้กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะมิได้ลงลายมือชื่อไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องข้อตกลงภายในของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อปัดความรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทั้งข้อความที่ลงโฆษณาก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกิจการและประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว กรณีไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะกระทำไปโดยพลการตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง พฤติการณ์ดังกล่าวมาบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของตนว่าจ้างโจทก์โฆษณาดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับผิดชำระสินจ้างแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาแก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล · เรวัตร อิศราภรณ์ · ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2563

โจทก์เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการซื้อที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่เคยไปดูที่ดินพิพาท และหลังจากซื้อที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339/2563

แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้เชิดจำเลยแสดงออกเป็นตัวแทนโจทก์ทั้งสองในการทำสัญญาซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง ซึ่งจำเลยให้การยอมรับ และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยต้องชำระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2563

โจทก์ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเนื่องจากจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จะขายจึงมีหน้าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2563

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีส่วนอาญาฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ดังนั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้