Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2540 (เลขอ้างอิง 46022)

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้คำสั่งที่ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจะเป็นคำสั่งที่ชอบ แต่เป็นคำสั่งที่ชอบเฉพาะประเด็นที่ว่าโจทก์ในฐานะคู่ความจะอุทธรณ์ในเรื่องขอสืบพยานใหม่ไม่ได้มิได้หมายความว่าห้ามศาลสูงมิให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานใหม่ให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความและพิพากษาใหม่ได้ ซึ่งอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในอันที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้นมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 เมื่อคดีนี้ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมทั้งมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอยู่โจทก์จึงมีสิทธิที่จะสืบพยานต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยสำนวนที่หนึ่งว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และเรียกจำเลยสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามสำนวนพร้อมบริวารได้บุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยและบริวารทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทุกคนเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยทุกคนและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งสามสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ แต่ทำประโยชน์อยู่ในที่ดินของฝ่ายจำเลยเอง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากมิได้บรรยายให้จำเลยเข้าใจว่าบุกรุกที่ดินของโจทก์อย่างไร

ส่วนไหนของที่ดินและบุกรุกด้วยวิธีการใดขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องและคำให้การทั้งสามสำนวนแล้วมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนเคลือบคลุมพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจำเลยทั้งสามสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งหกอ้างว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตรงส่วนใด มีความกว้างยาวเท่าใด และด้วยวิธีใด เห็นว่า ตามฟ้องบรรยายความเป็นมาแห่งคดีเกี่ยวกับการที่โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท

รวมถึงการที่จำเลยแต่ละคนทำละเมิดและจะต้องรับผิดต่อโจทก์ให้เป็นที่เข้าใจได้อย่างดี โดยระบุทิศและจำนวนเนื้อที่ที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไป ไม่มีข้อความใดเคลือบคลุมอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหาคำฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว แม้มิได้ระบุว่าจำเลยแต่ละคนบุกรุกที่ดินตรงส่วนใด มีความกว้างยาวเท่าใด และด้วยวิธีใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์สมบูรณ์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ว โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งศาลและมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์ก็ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบให้สมข้ออ้างตามฟ้อง โจทก์ย่อมแพ้คดีนั้น เห็นว่าแม้ศาลชั้นต้นสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยจะเป็นคำสั่งที่ชอบ แต่เป็นคำสั่งที่ชอบเฉพาะประเด็นที่ว่าโจทก์ในฐานะคู่ความจะอุทธรณ์ในเรื่องขอสืบพยานใหม่ไม่ได้ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าห้ามศาลสูงมิให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานใหม่ให้ได้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจนสิ้นกระแสความและพิพากษาใหม่ได้ ซึ่งอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในอันที่จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้นมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 และตามกรณีนี้ปรากฏว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมทั้งคดีมีข้อเท็จจริงที่ยังโต้เถียงกันอยู่โจทก์จึงมีสิทธิที่จะสืบพยานต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ใช้อำนาจนี้โดยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · สันติ ทักราล · จารุณี ตันตยาคม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2551

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เสียหายเพียงใด โดยโจทก์มีภาระการพิสูจน์ การที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากการ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7828/2547

เรื่องการจำยอมนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1387 กำหนดว่า อสังหาริมทรัพย์อาจตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4079/2545

ศาลชั้นต้นกำชับมิให้ฝ่ายจำเลยขอเลื่อนคดีไว้แล้ว การที่ในนัดสุดท้ายซึ่งเป็นวันสืบพยานจำเลยพร้อมสืบพยานโจทก์ โจทก์มิได้ไปศาล และศาลชั้นต้นขึ้นนั่งพิจารณาคดีสืบพยานจำเลยในเวลา 11 นาฬิกา จนเสร็จโดยถือว่าโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2545

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ออกเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ต้องคืนเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่มีหนี้สิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2541

ตามคำให้การของจำเลยมีข้อความระบุไว้ว่า "จำเลยเคยเสนอเหตุผลว่า จำเลยนี้ไม่เคยติดค้างค่าจ้างแก่โจทก์กับพวกดังที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง"ย่อมมีความหมายว่า จำเลยได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้ค่าจ้างค้า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้