Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 4608)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติแร่พ.ศ.2510มาตรา73(3)มีความหมายว่าการได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่นั้นไม่ทำให้ผู้นั้นได้สิทธิครอบครองที่ดินที่อยู่ในเขตประทานบัตรด้วยแต่หากมีผู้เข้าไปขัดขวางการทำแร่ในเขตประทานบัตรโดยไม่มีอำนาจโดยชอบแล้วผู้ได้รับประทานบัตรก็ย่อมมีอำนาจฟ้องผู้นั้นได้และเมื่อสิ้นอายุประทานบัตรแล้วมิให้ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองผู้ถือประทานบัตรจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ใดให้ออกจากที่ดินในเขตประทานบัตรได้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่7ถึงที่12หลังจากที่ประทานบัตรสิ้นอายุอันมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิใดๆในที่พิพาทแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่7ถึงที่12ส่วนจำเลยที่1ถึงที่6ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องก่อนที่จะสิ้นอายุประทานบัตร3วันในระหว่างพิจารณาประทานบัตรของโจทก์สิ้นอายุแล้วและโจทก์มิได้ดำเนินการขอต่ออายุประทานบัตรหรือขอประทานบัตรใหม่จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตประทานบัตรอีกต่อไปการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลงโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่1ถึงที่6ได้เช่นกัน พระราชบัญญัติแร่พ.ศ.2510มาตรา72มีความหมายว่าแม้ประทานบัตรสิ้นอายุแล้วผู้ถือประทานบัตรก็ต้องมีหน้าที่กลบถมขุมเหมืองหรือทำที่ดินให้เป็นตามสภาพเดิมแต่ถ้าหากประทานบัตรได้กำหนดไว้เป็นประการอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้วหรือทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ในเขตประทานบัตรตั้งอยู่ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ต้องดำเนินการไปตามนั้นเมื่อตามประทานบัตรที่พิพาทข้อ6ข้อกำหนดเกี่ยวกับการถมขุมหลุมหรือปล่องที่ไม่ได้ใช้ในการทำเหมืองไว้ว่าให้ปฏิบัติตามคำสั่งของทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ตามความในมาตรา72และไม่ปรากฏตามคำฟ้องว่าทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ได้มีคำสั่งให้โจทก์ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการเป็นประการใดแล้วโจทก์จึงยังไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการกลบถมขุมเหมือง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 72 พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 73

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกจำเลยตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 12โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องในสำนวนแรกมีใจความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศอังกฤษ มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยอยู่ที่บ้านเลขที่ 168 หมู่ที่ 3ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง โจทก์มอบอำนาจให้นายมนูญ โสภาเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์เป็นผู้ถือสิทธิทำเหมืองแร่ ตามประทานบัตรที่ 9542/13760 เนื้อที่ 283 ไร่2 งาน 39 ตารางวา ที่ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนองจังหวัดระนองประทานบัตรของโจทก์ดังกล่าวยังไม่สิ้นอายุ ไม่เคยถูกเพิกถอนและเมื่อสิ้นอายุโจทก์จะทำการต่ออายุประทานบัตรออกไป

ตั้งแต่โจทก์ได้รับประทานบัตรการทำแร่ดังกล่าวมา โจทก์ได้ครอบครองดูแลที่ดินในเขตประทานบัตรและเสียค่าธรรมเนียมเพื่อใช้เนื้อที่ในการทำเหมืองแร่ทุกปีติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้โจทก์ยังมีสิทธิและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่จะต้องดูแลหลักหมายเขตเหมืองแร่หรือหมุดหลักฐานการทำแผนที่ที่เจ้าพนักงานได้ทำไว้ในการรังวัดกำหนดเขตการทำเหมืองแร่ ถ้ามีการสูญหายโจทก์จะต้องรับผิดในการที่จะต้องทำการรังวัดทำหลักหมายเลขเหมืองแร่หรือหมุดหลักฐานการทำแผนที่ใหม่ทั้งสิ้นและมีหน้าที่ป้องกันมิให้ผู้ใดบุกรุกเข้าไปในเขตพื้นที่ประทานบัตรหรือเข้าไปทำลายซึ่งหลักหมายเลขเหมืองแร่หรือหมุดหลักฐานการทำแผนที่ที่เจ้าพนักงานได้ทำไว้และบรรดาขุมเหมืองหลุมเหมือนที่ไม่ได้ใช้ในการทำเหมืองแล้วโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องจัดการถมหรือทำดินให้เป็นไปตามเดิมเสียทุกแห่งไม่ว่าประทานบัตรจะสิ้นอายุแล้วหรือไม่

อันเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือตามคำสั่งของทรัพยากรธรณีจังหวัด โจทก์ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการทำเหมืองแร่ในเขตพื้นที่ประทานบัตรที่ยังไม่เคยผ่านการทำเหมืองและไม่สามารถกลบขุมเหมืองและหลุมที่ไม่ได้ใช้ในการทำเหมืองเนื่องจากจำเลยทั้งสิบสองบุกรุกเข้าไปปักหลัก ปลูกต้นไม้และปลูกบ้านในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตประทานบัตรของโจทก์ โดยจำเลยแต่ละรายต่างบุกรุกเข้าไปในที่ดินเขตประทานบัตรดังกล่าวของโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสิบสองดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่พิพาทได้ ขอให้จำเลยทั้งสิบสองรื้อถอนเสาและบ้านที่นำเข้ามาปักและปลูกในพื้นที่ดินเขตประทานบัตรของโจทก์

ห้ามจำเลยทั้งสิบสองและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินเขตประทานบัตรดังกล่าว และให้จำเลยแต่ละรายชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบสองจะปฏิบัติตามคำขอดังกล่าวข้างต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะประทานบัตรของโจทก์สิ้นอายุแล้ว และจำเลยทั้งสิบเอ็ดครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ จึงได้สิทธิครอบครองโดยชอบ ขอให้ยกฟ้องจำเลย ที่ 11 ขาดนัด ยื่นคำให้การศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์โจทก์ ทั้ง สิบ สอง สำนวน

อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ ทั้ง สิบ สอง สำนวน ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำฟ้องคำให้การและตามที่คู่ความแถลงรับกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรที่ 9542/13760 ของโจทก์ ซึ่งมีอายุ 9 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2528 สิ้นอายุวันที่ 6 มีนาคม 2537และเมื่อสิ้นอายุตามประทานบัตรดังกล่าวแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการขอต่ออายุประทานบัตรหรือขอประทานบัตรใหม่

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537 และยื่นฟ้องจำเลยที่ 7 ถึงที่ 12 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2537 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสองหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาประการแรกว่า เมื่อขณะยื่นฟ้องประมาทบัตรของโจทก์ยังไม่สิ้นอายุ แม้ต่อมาประทานบัตรดังกล่าวจะสิ้นอายุแล้วโจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้องเพราะการพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องถือเอาในขณะยื่นฟ้อง เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510มาตรา 73(3) บัญญัติว่า "ผู้ถือประทานบัตรมีสิทธิในเขตเหมือนแร่เฉพาะแต่ใช้ที่ดินในเขตเหมืองแร่ที่ขุดเอาแร่แล้วหรือที่มีแร่ไม่สมบูรณ์พอที่จะเปิดทำการเหมืองเพื่อเกษตร ในระหว่างอายุประทานบัตร แต่ทั้งนี้เมื่อสิ้นอายุประทานบัตรแล้วมิให้ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า

การได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่นั้นไม่ทำให้ผู้นั้นได้สิทธิครอบครองที่ดินที่อยู่ในเขตประทานบัตรด้วย แต่หากมีผู้เข้าไปขัดขวางการทำแร่ในเขตประทานบัตรโดยไม่มีอำนาจโดยชอบแล้ว ผู้ได้รับประทานบัตรก็ย่อมมีอำนาจฟ้องผู้นั้นได้และเมื่อสิ้นอายุประทานบัตรแล้ว มิให้ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง ผู้ถือประทานบัตรจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ใดให้ออกจากที่ดินในเขตประทานบัตรได้ สำหรับจำเลยที่ 7 ถึงที่ 12นั้น ได้ความว่าโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2537 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ประทานบัตรสิ้นอายุอันมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่พิพาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 7ถึงที่ 12 ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่4 มีนาคม 2537 อันเป็นวันเวลาก่อนที่จะสิ้นอายุประทานบัตร 3 วันเมื่อได้ความว่าในระหว่างพิจารณาประทานบัตรของโจทก์สิ้นอายุแล้วและโจทก์มิได้ดำเนินการขอต่ออายุประทานบัตรหรือขอประทานบัตรใหม่จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีสิทธิใด

ๆ ในที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตประทานบัตรอีกต่อไป การโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลงโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ได้เช่นกันที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยังมีหน้าที่กลบถมขุมเหมืองให้กลับสู่สภาพเดิม โจทก์มีความจำเป็นต้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสองออกไปนั้นเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 72 บัญญัติว่า"บรรดา ขุม หลุม หรือปล่องที่ไม่ได้ใช้ในการทำเหมืองแล้วให้ผู้ถือประทานบัตรจัดการถมหรือทำที่ดินให้เป็นตามเดิมเสียทุกแห่งไม่ว่าประทานบัตรนั้นจะสิ้นอายุแล้วหรือไม่ เว้นแต่ประทานบัตรได้กำหนดเป็นอย่างอื่น หรือทรัพยากรธรณีประจำท้องที่จะได้สั่งเป็นหนังสือกำหนดเป็นอย่างอื่นด้วยความเห็นชอบของอธิบดี"ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า

แม้ประทานบัตรสิ้นอายุแล้วผู้ถือประทานบัตรก็ต้องมีหน้าที่กลบถมขุมเหมืองหรือทำที่ดินให้เป็นตามสภาพเดิม แต่ถ้าหากประทานบัตรได้กำหนดไว้เป็นประการอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้วหรือทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ในเขตประทานบัตรตั้งอยู่ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น เมื่อตามประทานบัตรที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1ข้อ 6 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการถมขุม หลุม หรือปล่องที่ไม่ได้ใช้ในการทำเหมืองไว้ว่าให้ปฏิบัติตามคำสั่งของทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ตามความในมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510และไม่ปรากฏตามคำฟ้องว่าทรัพยากรธรณีประจำท้องที่ได้มีคำสั่งให้โจทก์ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการเป็นประการใดแล้ว โจทก์จึงยังไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการกลบถมขุมเหมืองแต่อย่างใดทั้งตามคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสองได้เข้าไปทำการขัดขวางโจทก์อันจะถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 4609)

ตามพระราชบัญญัติแร่พ.ศ.2510มาตรา73(3)กำหนดถึงการได้รับประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่นั้นไม่ทำให้ผู้นั้นได้สิทธิครอบครองที่ดินที่อยู่ในเขตประทานบัตรด้วยแต่หากมีผู้เข้าไปขัดขวางการทำแร่ในเขตประทานบัตรโดยไม่มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2568

โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3230/2568

มารดาโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองรถยนต์รวมทั้งร่วมกับโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อด้วยกัน มารดาโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปจำนำกับจำเลยโดยที่โจทก์ไม่ทราบเรื่อง เช่นนี้ การจำนำรถยนต์พิพาทจึงเป็นเรื่องระหว่างมารดาโจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282/2568

คดีที่จำเลยกล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2648 ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้ตามที่ขอ มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้