Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4616/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์รับซื้อข้าวโพดจากพ่อค้าและสหกรณ์ของชาวไร่ซึ่งมีความชื้น 17-18 เปอร์เซ็นต์แต่โจทก์จะคิดหักน้ำหนักข้าวโพดโดยถือน้ำหนักในระดับความชื้น 14.7 เปอร์เซ็นต์ โดยคิดตามสูตรที่พ่อค้าข้าวโพดในประเทศไทยยอมรับใช้กันทั่วไปเมื่อโจทก์รับซื้อแล้วจะนำไปอบให้มีความชื้นไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ย่อมทำให้น้ำหนักลดลงไปอีก ในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2515ถึง 1516 โจทก์ซื้อข้าวโพดรวม 147,493,815 ตัน ยอดสินค้าข้าวโพดคงเหลือยกมา 31,616,977 ต้น รวมเป็นสินค้ามีไว้ขายระหว่างปี 179,100.792 ตัน ยอดขายในระหว่างปีจำนวน 162,259.859 ต้น สินค้าคงเหลือปลายปีควรจะเป็น 16,840.933 ตัน แต่ยอดคงเหลือ15,749,793 ตัน น้ำหนักข้าวโพดขาดหายไปจำนวน 1,091.140 ตัน เมื่อเทียบส่วนน้ำหนักที่ขาดไปไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์น้อยกว่าขั้นต่ำของน้ำหนักที่ลดซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการเกษตรว่า เมล็ดข้าวโพดที่เก็บไว้นานน้ำหนักจะละระหว่าง 193 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของเมล็ดข้าวโพด ประกอบกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ออกเมื่อปี 2515 ห้ามมิให้โจทก์จำหน่ายข้าวโพดในประเทศ การขายข้าวโพดออกไปต่างประเทศมีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งในส่วนราชการและเอกชนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากจึงเป็นการยากที่โจทก์จะละเว้นไม่ลงบัญชี จำนวนน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดไปจากบัญชี 1,091.140 ต้น เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดที่ส่งออกไปต่างประเทศแต่ละครั้งมีน้ำหนักสุทธิ 494,210 เมตริกตัน และ237,505 เมตริตัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะส่งออกไปเพียงประมาณ1,000 ต้นเศษ โดยไม่ลงหลักฐานการขายไปต่างประเทศ การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดหายไปเป็นการขายโดยไม่ลงบัญชีแล้วประเมินเรียกเก็บภาษีในส่วนข้าวโพดที่ขาดหายไปย่อมไม่ถูกต้อง เพราะน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดหายไปเนื่องจากความชื้น เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพปกติธรรมดาย่อมเกิดขึ้นกับสินค้าประเภทเมล็ดข้าวโพด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2522เจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร ได้มีแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มที่ ต.1/1037/2/03043 ถึงโจทก์ แจ้งว่าจากการตรวจสอบบัญชีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่1 เมษายน 2516 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2517 ประกอบกับการไต่ส่วนโจทก์ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2522 ปรากฎว่าโจทก์มีกำไรสุทธิตาม ภ.ง.ด.5 ที่ยื่นไว้เป็นเงิน 36,146,317.28 บาท และจากการตรวจสอบปรากฎว่า โจทก์มีรายได้จากการขายข้าวโพดไม่ลงบัญชีเป็นเงิน2,832,487.56 บาท และมีรายจ่ายที่จะนำมาหักจ่ายไม่ได้ตามนัยมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรเป็นเงิน 210,536.21 บาท และมีผลขาดทุนสะสมยกมาไม่เกินห้ารอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงิน 2,205,57048 บาท

ฉะนั้น เมื่อทำการปรับปรุงคำนวณกำไรสุทธิให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ปรากฎว่าโจทก์มีกำไรสุทธิที่จะต้องนำไปคำนวณภาษีเป็นเงิน 36,983,770.57 บาทจะต้องเสียภาษีเป็นเงิน 11,020,131.17 บาท แต่โจทก์ได้เสียภาษีไว้แล้ว 9,973,918.39 บาท กับที่ได้ประเมินในกรณีรายจ่ายต้องห้ามไปอีกส่วนหนึ่งต่างหากเป็นเงิน 196,466.51 บาท ฉะนั้นโจทก์จึงต้องเสียภาษีเพิ่งเติมอีก 849,746.27 บาท กับเงินเพิ่มอีก 169,949.25 บาทรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,019,695.52 บาท โจทก์ได้ทำคำอุทธรณ์การประเมินยื่นต่อจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อมาจำเลยทั้งสามได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยยืนตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาลดเงินเพิ่มที่ได้เรียกเก็บไปแล้วลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อข้อเท็จจริงจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า

การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการถูกต้องชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบมาแล้ว ข้อที่จำเลยนำสืบว่าน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดหายไปเป็นข้าวโพดที่โจทก์ขายไปโดยไม่ลงบัญชีนั้น จำเลยไม่มีพยานนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ขายไปจริงหรือไม่อย่างไร ข้ออ้างของจำเลยนั้นคงได้มาจากหลักฐานทางบัญชีของโจทก์ที่แสดงถึงจำนวนน้ำหนักข้าวโพดที่รับซื้อเข้ามาและขายออกไปกับจำนวนน้ำหนักคงเหลือในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่พิพาทกัน ซึ่งปรากฎว่าน้ำหนักคงเหลือนั้นขาดจำนวนไปจากน้ำหนักที่โจทก์ขายไปทั้งหมด

มาเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ขายไปโดยไม่ลงบัญชี ข้ออ้างของจำเลยในลักษณะดังที่กล่าวนี้นั้นเห็นได้ว่าเป็นข้ออ้างที่เกิดจากการสันนิษฐานเท่านั้น มิใช่ข้ออ้างที่ได้มาจากข้อเท็จจริงจากพยานที่รู้เห็นจึงไม่เป็นการแน่นอนว่าจะมีหรือเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ตามที่สันนิษฐาน สินค้าข้าวโพดที่เป็นกรณีพิพาทนั้นเป็นพืชไร่ที่รู้กันอยู่ทั่วไปโดยสภาพของธรรมชาติว่าน้ำหนักจะเปลี่ยนแปลงไปตามความชื้นที่มีอยู่ในตัวของสินค้าประเภทนี้ถ้ามีความชื้นมากน้ำหนักก็จะมากขึ้นตามส่วน ถ้ามีความชื้นน้อยน้ำหนักก็จะลดไปตามส่วนของความชื้นที่ลดลง น้ำหนักของสินค้าข้าวโพดขาดไปเพราะเหตุใดนั้น จากคำเบิกความของนายจำนง นูมหันต์ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารของโจทก์ได้ความว่า

การรับซื้อข้าวโพดของโจทก์นั้น ซื้อจากพ่อค้าที่นำสินค้ามาขายให้แก่โจทก์และจากสหกรณ์ของชาวไร่ โดยรับซื้อข้าวโพดตามน้ำหนักในความชื้น 14.7 เปอร์เซ็นต์ข้าวโพดที่นำมาขายนั้นจะมีความชื้น 17-18 เปอร์เซ็นต์โจทก์จะคิดหักน้ำหนักของข้าวโพดโดยถือน้ำหนักในระดับความชื้น14.7 เปอร์เซ็นต์ โดยคิดตามสูตรเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งเป็นสูตรที่พ่อค้าข้าวโพดในประเทศไทยอมรับใช้กันทั่วไป และเมื่อโจทก์รับซื้อมาแล้วจะต้องนำมาอบก่อนที่จะเข้าเก็บไว้ในไซโลเพื่อให้ความชื้นมีไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวโพดตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 10, 11,12 วิธีการรับซื้อข้าวโพดของโจทก์ดังกล่าวนั้นจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำของนายจำนง และการรับซื้อข้าวโพดของโจทก์นั้นเป็นที่เห็นได้ว่ามีจำสวนไม่ใช่น้อย

คงมิใช่ข้าวโพดที่เกิดจากแหล่งผลิตเดียวกันความชื้นของข้าวโพดที่เป็นจริงตอนซื้อมาจะต้องแตกต่างกันไป การคำนวณหาน้ำหนักความชื้นที่ 14.7 เปอร์เซ็นต์ ตามเกณฑ์ที่โจทก์ตั้งไว้จากสูตรหรือตารางที่กำหนดไว้ในเอกสารหมาย จ.13 และ 25จึงเป็นได้ที่จะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น ดังจะเห็นความแตกต่างของน้ำหนักที่ต้องหักลดในตารางนั้น ความชื้น 16.8 - 17.2 เปอร์เซ็นต์นั้นหักน้ำหนัก 30 กิโลกรัมต่อต้น ความชื้น 17.3 - 17.7 เปอร์เซ็นต์หักน้ำหนัก 36 กิโลกรัมต่อตัน ความชื้น 17.8 - 18.2เปอร์เซ็นต์นั้นหักน้ำหนัก 42 กิโลกรัมต่อตัน และเมื่อโจทก์จะต้องอบข้าวโพดที่ซื้อมาให้เหลือความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักก็จะต้องลดลงไปอีก และข้าวโพดที่โจทก์ส่งออกไปต่างประเทศนั้นปรากฎตามหนังสือรับรองคุณภาพเอกสารหมาย

จ.21 ว่ามีความชื้น 12.9 เปอร์เซ็นต์ จ.23 ว่ามีความชื้น 13 เปอร์เซ็นต์การคำนวณน้ำหนักจากความชื้นที่ลดไปตามนี้ก็จะต้องมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้มาก เพราะความชื้นต่างกันมาก จะเห็นได้ว่าการคำนวณน้ำหนักของข้าวโพดจากจำนวนความชื้นที่เปลี่ยนแปลนไปในทางลดลงนั้นความคลาดเคลื่อนในการคำนวณน้ำหนักก็จะเกิดขึ้นในทางที่ลดลงด้วยซึ่งในข้อนี้โจทก์มีนายประวัติ ตันบุญเอก นักวิชาการโรคพืชกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเบิกความรับรองว่า จากการศึกษาค้นคว้าจากตำราต่าง ๆ การที่ข้าวโพดมีการขาดน้ำหนัก1 - 3 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ปรากฎตราหนังสือของกรมวิชาการเกษตร เอกสารหมาย จ.26 สำหรับกรณีของโจทก์ข้อเท็จจริงยุติตามคำให้การของจำเลยว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่พิพาทกันนั้น

โจทก์ซื้อข้าวโพดรวม 147,493.815 ตัน และมียอดสินค้าข้าวโพดคงเหลือยกมาจากปีก่อน 31,606.977 ต้น รวมเป็นสินค้ามีไว้ขายระหว่างปี 179,100.792 ตัน ยอดขายในระหว่างปีจำนวน162,259.859 ตัน สินค้าคงเหลือปลายปีควรจะเป็น 16,840.933 ตันแต่ตามยอดคงเหลือตามบัญชีของโจทก์จำนวน 15,749.793 ตันมีน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดหายไปจำนวน 1,091,140 ต้น ซึ่งเมื่อเทียบส่วนจากจำนวนน้ำหนักที่ขายกับจำนวนน้ำหนักที่ขาดไปจากบัญชีแล้วจะคดได้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นจำนวนที่น้อยกว่าส่วนน้อยที่กำหนดไว้ที่จะทำให้ข้าวโพดขาดน้ำหนักได้ตามที่ปรากฎในหนังสือรับรองของกรมวิชาการเกษตร เอกสารหมาย จ.26 ดังนั้นน้ำหนักของข้าวโพดที่ขาดหายไปจากบัญชีนั้น จึงน่าเชื่อได้ว่ามีเหตุมาจากความคลาดเคลื่อนจากการคำนวณน้ำหนักกรณีความชื้นลดลง

ทั้งจากการนำสืบของโจทก์ก็ปรากฎว่าหลังจากมีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 281ออกมาเมื่อปี 2515 นั้น โจทก์ต้องห้ามมิให้จำหน่ายข้าวโพดในประเทศและโจทก์ก็ได้ได้ขายข้าวโพดภายในประเทศแต่ส่งไปขายยังต่างประเทศทั้งหมด ข้อนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงได้ที่แสดงว่าโจทก์ได้ขายข้าวโพดภายในประเทศ การขายข้าวโพดออกไปต่างประเทศของโจทก์นั้นจะต้องมีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งในส่วนของราชการและเอกชนเกี่ยวข้องอยู่เป็นจำนวนมากโจทก์จึงไม่อาจที่จะละเว้นในการลงบัญชีได้ และเมื่อพิจารณาถึงจำนวนน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดไปจากบัญชี 1,191.140 ตันนั้น เปรียบเทียบกับใบกำกับสินค้าที่โจทก์ส่งข้าวโพดออกไปต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.20 มีน้ำหนักสุทธิ 494,210 เมตริกตัน

เอกสารหมาย จ.22มีน้ำหนักสุทธิ 237,505 เมตริกตัน จะเห็นว่าเป็นไปได้ที่โจทก์จะส่งออกไปเพียงประมาณ 1,000 ตันเศษ โดยไม่ลงหลักฐานการขายไปต่างประเทศ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาน้ำหนักข้าวโพดที่ขาดไปมาถือว่าโจทก์ขายไปโดยไม่ลงบัญชีนั้นจึงเป็นการไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง เพราะกรณีดังที่กล่าวข้างต้นการที่น้ำหนักข้าวโพดขาดไปเห็นได้ว่าเกิดจากการคำนวณน้ำหนักตามความชื้นที่เปลี่ยนแปลงไปผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามสภาพของสินค้าประเภทนี้ และเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดา"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · เดชา สุวรรณโณ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2561

โจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โจทก์ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตาม พ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้