Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4623/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ส. เป็นผู้เอาประกันภัยสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุไว้กับจำเลย โดยระบุให้ธนาคาร ก. เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย และไม่ปรากฏว่าธนาคาร ก. แสดงเจตนาขอรับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยดังกล่าว ธนาคาร ก. จึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ เมื่อสิทธิของผู้รับประโยชน์ยังไม่เกิดขึ้นตามกฎหมาย ส. ผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายแล้ว ค่าสินไหมทดแทนไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่ ส. มีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย เพราะได้มาหลังจาก ส. ถึงแก่ความตายแล้ว จึงต้องอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เงินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของ ส. เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก โจทก์เป็นมารดาของ ส. ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ ส. จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 216,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท ตามเงื่อนไขข้อ 6.2 วรรคสี่ ของกรมธรรม์ประกันภัย นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า นายสมชัด เป็นบุตรโจทก์ ทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้กับจำเลย มีระยะเวลาเอาประกันภัยเริ่มจากวันที่ 9 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท โดยระบุให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ นายสมชัดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง รักษา ต่อมานายสมชัดถึงแก่ความตาย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

โจทก์ฎีกาว่า เหตุที่นายสมชัด ผู้ตายทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลโดยระบุให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ เนื่องจากขณะทำสัญญานายสมชัดมีภาระหนี้ต้องชำระให้แก่ธนาคาร เมื่อนายสมชัดถึงแก่ความตายภาระหนี้ของนายสมชัดมีการชำระให้แก่ธนาคารครบถ้วนแล้ว เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่ระบุให้ธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์ย่อมสิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนย่อมโอนมายังโจทก์ผู้เป็นมารดาในฐานะทายาทโดยธรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ซึ่งผู้ตายเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โดยเอกสารได้ระบุในใบรับรองประกันภัย "อยุธยาคุ้มครองอุบัติเหตุ"

/ใบรับเงิน ตอนต้นว่า กรมธรรม์ประกันภัย "อยุธยาคุ้มครองอุบัติเหตุ" ออกให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ถือแทนผู้เอาประกันภัยและตอนกลางของเอกสารยังได้ระบุว่า ผู้รับประโยชน์คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อีกด้วย จากข้อความในเอกสาร แม้จะระบุชื่อผู้รับประโยชน์เป็นชื่อของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าธนาคารได้แสดงเจตนาขอรับประโยชน์จากสัญญาประกันภัย ต่อมาเมื่อโจทก์มอบหมายให้ทนายความทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือปฏิเสธความรับผิดโดยมิได้กล่าวอ้างว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้แสดงเจตนาเข้ารับเอาประโยชน์ตามกรมธรรม์ ดังนั้น

ธนาคารจึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ เมื่อสิทธิของผู้รับประโยชน์ยังไม่เกิดขึ้นตามกฎหมาย นายสมชัด ผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และเมื่อผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายแล้ว ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่ผู้เอาประกันภัยมีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย เพราะได้มาหลังจากผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายแล้ว จึงต้องอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง เงินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก เมื่อโจทก์เป็นมารดาของผู้ตายย่อมเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีสิทธิรับมรดก จึงมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 200,000 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เท่ากับทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมา 400 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ฎีกาโดยมีคำขอให้ชำระเงินตามคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในส่วนดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องถือว่าโจทก์ไม่ติดใจเรียกดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนั้นทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงมีเพียง 200,000 บาท เช่นกัน การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเท่ากับทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา 400 บาท เช่นกัน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียเกินมาแก่จำเลยและคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่โจทก์เสียเกินมาแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวี ประจวบลาภ · เกษม เกษมปัญญา · ชาติชาย กริชชาญชัย
ศาลล่าง
ศาลแขวงลำปาง - นายคเณศ ล้วนประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายกีรติ เชียงปวน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.240/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ4079/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2705/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้