Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4647/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 20 เม็ด ซึ่งมิใช่จำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่รอการลงโทษให้แก่จำเลย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาโดยตรงว่าไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงชอบที่จะพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษให้จำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 212 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ป.อ. มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตร 1,600 บาท ของกลางให้เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) เว้นแต่โทษปรับลงโทษตามมาตรา 67 (เดิม) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่)), 102 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร

ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด กับให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาอื่น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอารยะ บุญประสพ และสิบตำรวจเอกอุทัย เศรษฐแสงศรี เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอดำเนินสะดวกค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนในกระเป๋ากางเกงจำนวน 20 เม็ด บรรจุรวมกันอยู่ในถุงพลาสติก คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ การที่จำเลยให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอกอารยะในชั้นจับกุมว่า จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากคนในละแวกเดียวกันในราคาเม็ดละ 60 บาท แล้วนำมาจำหน่ายในราคาเม็ดละ 80 บาท นั้น ปรากฏจากบันทึกคำให้การผู้ต้องหาที่จำเลยให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 9 มกราคม 2545 ที่จำเลยถูกจับกุมนั้นเองว่า

เหตุที่จำเลยยอมรับสารภาพในชั้นจับกุมเพราะเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมข่มขู่จำเลยว่าจะดำเนินคดีทั้งบุตรและภริยาจำเลยด้วย หากจำเลยไม่ยอมรับสารภาพ และในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับมิได้เอาบุตรและภริยาจำเลยมาดำเนินคดีด้วย จำเลยจึงให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงฟังได้เพียงว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวนั้นไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รอการลงโทษให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ทั้งนี้เพราะเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20 เม็ด

นั้น มิใช่จำนวนเล็กน้อย และคดีนี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาโดยตรงในข้อที่ว่าไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ฎีกาคัดค้านว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงชอบที่จะพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษไม่คุมความประพฤติและไม่ปรับจำเลยได้ หาเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยอันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติและไม่ปรับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · วิชัย วิวิตเสวี · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8646/2554

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 7,500 บาท จำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6589/2553

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับจำเลย 12,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมาย จึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ศาลลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2163/2530

การที่จำเลยมีหลอดฉีดยาและเข็มฉีดยาซึ่งมีเฮโรอีนติดอยู่แม้เฮโรอีนนั้นจะมีจำนวนเล็กน้อยจนชั่งน้ำหนักไม่ได้ ก็ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138, 296 ศาลช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้