Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ขนส่งทำการประมาทเลินเล่อทำให้เรือโจทก์จมลงได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1ให้การปฏิเสธความรับผิดว่าเหตุที่เรือจมเพราะเหตุสุดวิสัย อันเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำให้การจึงตกแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 วรรคแรก จำเลยที่ 1 มี อ.และส. เป็นพยานเบิกความถึงกรณีเรือจมลงว่าเกิดเพราะคลื่นลมแรงจัดเท่านั้น มิได้มีข้อเท็จจริงให้เห็นว่าที่ว่าคลื่นลมแรงจัดนั้นเป็นคลื่นลมแรงที่ไม่อาจคาดหมายได้จากบุคคลที่ประสบเหตุ และไม่มีใครป้องกันได้อันจะถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 8 ส่วนที่จำเลยที่ 2นำสืบก็ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้าง กลับได้ความตามคำ ของ ช. พยานโจทก์ว่ากรณีที่มีมรสุม นั้นจะมีประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งให้ชาวประมงทราบเพื่อมิให้นำเรือออกทะเลในช่วงที่จำเลยที่ 1 ลากจูงเรือนั้นเป็นระยะที่ไม่มีมรสุม และถึงแม้มีก็ไม่แรง อันแสดงให้เห็นว่า ในระหว่างที่มีการลากจูงเรือนั้น ไม่มีสภาพทางธรรมชาติที่จะให้ผลพิบัติโดยไม่มีใครอาจป้องกันได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าความเสียหายของเรือนั้นเกิดเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยทั้งสองพ้นความรับผิด.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำการลากจูงเรือเจ้าท่าข.3 และเจ้าท่า 21 พร้อมอุปกรณ์การขุด จากร่องน้ำดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปยังร่องน้ำชุมพร จังหวัดชุมพร รวมเป็นเงิน 325,000บาท โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องมีประกันภัยทางทะเล ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยทางทะเลไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 8,000,000 บาท โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 ทำการลากจูงเรือเจ้าท่า ข.3และเจ้าท่า 21 พร้อมอุปกรณ์การขุดถึงบริเวณเกาะพระรวย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรือเจ้าท่า ข.3 ได้เกิดอุบัติเหตุจมลงได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 7,734,907 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,734,907 บาท

พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า สาเหตุที่เรือเจ้าท่า ข.3 เกิดอุบัติเหตุจมลงนั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ซึ่งควบคุมเรือเจ้าท่า ข.3 ประกอบกับขณะนั้นเกิดเหตุสุดวิสัยมีพายุและคลื่นลมแรง ทั้งที่จำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการลากจูงเรือเจ้าท่า ข.3 แล้ว ความเสียหายดังกล่าวจึงอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โจทก์เสียหายไม่เกิน 3,733,000 บาทจำเลยที่ 2 เคยเสนอชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพื่อวินาศภัยตามฟ้อง เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ทำการลากจูงเรือเจ้าท่า ข.3พร้อมอุปกรณ์การขุดด้วยตนเอง และจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนผู้ลากจูงเรือเจ้าท่าได้กระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรง

จำเลยที่ 2 ได้มอบให้บริษัทสยามยูนิเวอร์แซล แอ๊สโซซิเอท จำกัด ทำการกู้เรือพร้อมอุปกรณ์ที่จมขึ้นมาได้ทั้งหมด โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เรือและอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเสียหายบางส่วนคิดเป็นเงิน 3,733,000 บาทศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน7,734,907 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,452,907 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ได้พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบมาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบว่า เรือเจ้าท่า ข.3 จมลงในขณะที่ถูกลากจูงไปในทะเลโดยความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างลากจูง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธความรับผิดว่า เหตุที่เรือเจ้าท่า ข.3 จมเพราะเหตุสุดวิสัย อันเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อให้ตนพ้นความรับผิด ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำให้การจึงตกแก่จำเลยที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84วรรคแรก พยานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้คงมีนายเอกชัย วงศ์พรหมินทร์ และนายสุพัฒน์

ลิ้มจินดาพร พยานทั้งสองคนนี้เบิกความถึงกรณีของเรือเจ้าท่า ข.3 จมลงว่า เกิดเพราะคลื่นลมแรงจัดเท่านั้น มิได้มีข้อเท็จจริงให้เห็นว่า ที่ว่าคลื่นลมแรงที่ไม่อาจคาดหมายได้จากบุคคลที่ประสบเหตุและไม่มีใครอาจป้องกันได้อันจะถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ยิ่งกว่านั้นพยานจำเลยที่ 1ทั้งสองคนก็มิใช่ผู้ที่ร่วมไปด้วยในการลากจูงเรือเจ้าท่า ข.3 ขณะเกิดเหตุ เพียงแต่เบิกความถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ตามที่รับรายงานเท่านั้น ส่วนพยานของจำเลยที่ 2 ที่นำสืบมาก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดตามคำให้การ กลับได้ความตามคำของนายนคร ชุ่มศรีพันธ์ พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สำรวบความเสียหายของเรือเจ้าท่า

ข.3 ว่า เรือนี้อาจจมเพราะว่าผู้ทำการลากจูงไม่ได้ปิดช่องคนลอด (คนขึ้นลง) ข้อสันนิษฐานนี้เป็นสาเหตุอันเดียว เพราะไม่มีเหตุอื่นที่จะทำให้เรือจมลมได้ ตามคำเบิกความของนายนครดังกล่าวแสดงว่า เรือเจ้าท่า ข.3 จมลงเพราะความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างลากจูง นอกจากนั้นยังได้ความตามคำของเรือเอกชิด อ่องสุวรรณพยานโจทก์ว่า กรณีที่มีมรสุมนั้นจะมีประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งให้ชาวประมงทราบเพื่อไม่ให้นำเรือออกทะเลในช่วงทีี่มีการลากจูงเรือเจ้าท่า ข.3 นั้นเป็นระยะที่ไม่มีมรสุมและถึงแม้มีก็ไม่แรง อันแสดงให้เห็นว่า ในระหว่างที่มีการลากจูงเรือเจ้าท่า ข.3 นั้น ไม่มีสภาพทางธรรมชาติที่จะให้ผลพิบัติโดยไม่มีใครอาจป้องกันได้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าความเสียหายของเรือเจ้าท่า ข.3 นั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยจะทำให้จำเลยทั้งสองพ้นความรับผิด ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6405/2538

จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าอ้างว่าสินค้าได้รับความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจำเลยมีหน้าที่นำสืบว่าสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา616 ใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7995/2538

จำเลยที่2ขับรถยนต์ลากจูงและรถพ่วงของจำเลยที่1แล่นมาตามถนนพอแล่นเข้าโค้งซึ่งอยู่เชิงเขาถนนเป็นทางโค้งลาดลงเขารถแล่นเข้ามาในช่องขวาซึ่งเป็นช่องเดินรถสวนจำเลยที่2จึงห้ามล้อครั้งแรกและหักรถเข้ามาในช่องเดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2929/2537

จำเลยผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลบรรทุกสินค้าไม่รัดกุมพอ ใช้อุปกรณ์ผูกรัดตลอดจนวิธีการผูกรัดตู้คอนเทนเนอร์ไม่มั่นคงพอที่จะป้องกันความเสียหายอันเกิดจากคลื่นลมแรงได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าไม่อาจหาวิธีการอื่นใดในการผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2917/2555

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับมอบหมายสินค้าพิพาทไว้เพื่อขนส่งไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ระหว่างการขนส่งสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายเพราะมีแมลงเข้าไปในสินค้าพิพาท จำเลยจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าพิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7680/2548

เมื่อปรากฏว่าเรือฉลอมลำเกิดเหตุซึ่งบรรทุกสินค้า 155 ถุง น้ำหนัก 186 ตัน จากที่สามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุดได้ 190 ตันเศษ ถูกนำไปจอดรวมกับเรืออีก 4 ลำ อยู่ที่ทุ่นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่จอดเรือเป็นทา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้