คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานประจำสำนักงานป่าไม้จังหวัดตราด จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติราชการในหน้าที่พนักงานบำรุงป่าประจำด่านป่าไม้จังหวัดตราด จำเลยทั้งสองร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่ปลอมแปลมเอกสารราชการกรอกจำนวนเงินในต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าซื้อไม้ป่าเลนน้อยกว่าปลายขั้วที่รับเงินจริง แล้วยักยอกเงินที่ผิดกันนี้เสียเป็นเงิน ๑๓๘,๑๓๘.๙๑ บาท โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๐๒ ได้ร้องเรียนให้พนักงาสอบสวนดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและจำเลยต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินให้โจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน จำเลยทั้สองให้การต่อสู้คดี ศาลสั่งรอการพิจารณาไว้จนคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว โจทก์จำเลยแถลงรับกันดังนี้ (๑) คดีนี้
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญา คดีถึงที่สุดแล้ว คือ คดีแดงที่ ๖๖/๒๕๐๔ (๒) กรมป่าไม้โจทก์ได้ทราบพฤติการณ์การกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในเดือนเมษายน ๒๕๐๒ (๓) โจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน ๑๓๘,๑๓๘.๙๑ บาท แล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อ ปล่อยให้จำเลยที่ ๒ ยักยอกเงินไป จึงต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อให้โจทก์เสียหาย ตามฟ้องมีแต่เพียงว่าจำเลยสมคบกันกรอกจำนวนเงินในต้นขั้วใบเสร็จน้อยกว่าปลายขั้ว จำเลยทั้งสองจงใจทุจริตต่อหน้าที่เอาเงินที่เกินเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ทำให้โจทก์เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าข้ออ้างของโจทก์เช่นนี้เป็นการนอกประเด็นจึงชอบแล้ว
ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลพิพากษาคดีอาญาลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานปลอมหนังสือแล้ว ต้องใช้อายุความ ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๘ นั้นเห็นว่าความเสียหายของโจทก์ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยใช้เงินในคดีนี้ เป็นผลจากการที่จำเลยทำละเมิดโดยยักยอกเงินค่าซื้อไม้ป่าเลน มิใช่การปลอมเอกสารที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเอาเหตุที่ศาลลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารมาเป็นมูลแห่งสิทธิเรียกร้องเพื่อมิให้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้
ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ฟัองคดีอาญาต่อศาลแล้ว อายุความคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๑ วรรค ๒ และต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรค ๒ นั้น เห็นว่า บทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๕๑ วรรค ๒ บัญญัติเพื่อให้มีผลบังคับสำหรับกรณีทีจะมีการฟ้องร้องคดีแพ่งตามมาภายหลังที่ได้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาเด็ดขาดไปแล้วดังที่บัญญัติไว้ในวรรค ๓ และ ๔ รวมทั้งกรณีที่ได้มีการฟ้องคดีแพ่งเข้ามาในระหว่างพิจาณณาคดีอาญาอย่างคดีนี้ด้วย คดีนี้ อัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา หาว่ายักยอกเงินค่าซื้อไม้ป่าเลน และศาลพิพากษายกฟ้อง จนคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว
กรณีต้องตามบทบัญญัติวรรค ๔ คือ สิทธิของโจทก์ในอันทีจะต้องฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามหลักทั่วไปในเรื่องอายุความแห่งประมวลกฎฆมายแพ่งและพาณิชย์ และเห็นว่า อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ ซึ่งศาลล่างนำมาปรับแก่คดีนี้นั้น ใช้บังคับเฉพาะในกรณีผู้เสียหายฟ้องเรียกร้องค่าเสียอันเกิดแต่มูลละเมิด แต่คดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้เงินซึ่งจำเลยยักยอกเอาของโจทก์ไป จึงไม่ใช่เรื่องเรียกร้องให้ใช้ค่าเสียหาย แต่เป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินฟ้องเรียกเอาทรัพย์ที่ผู้ทำละเมิดยึดถือครอบครองของเขาไว้ในฐานละเมิด ซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ฉะนั้น จึงนำอายุความตามมาตรา ๔๔๘ มาใช้บังคับไม่ได้ ตามนัยฎีกาที่ ๖๙๕/๒๕๐๓ และ ๑๒๕๑/๒๕๐๔ โจทก์จึงยังมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ ประกอบด้วย ๑๓๘๒ และ ๑๓๘๓ เมื่อคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ยักยอกเงินโจทก์ไป ๑๓๘,๑๓๘.๙๑ บาท จำเลยที่ ๒ จึงต้องคืนหรือใช้เงินจำนวนนี้แก่โจทก์
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ ๒ คืนหรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์