Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4673/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ชักชวนกันด้วยความคึกคะนองเนื่องจากมึนเมาสุราว่า จะดักทำร้ายผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายแล้วนำเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปทิ้งในคลอง โดยที่ไม่ได้มีการพูดจาหรือตกลงกันว่าจะมาเอาในภายหลัง แสดงว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายโดยมิได้ประสงค์ต่อทรัพย์ เพราะมิได้มีการกระทำที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาจะเอาไปเป็นของตนเองอันเป็นการแสดงเจตนาทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์ที่เอาไป จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีเจตนาลักทรัพย์การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกฐานรับของโจร และภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 1 มากระทำผิดคดีนี้ฐานทำร้ายร่างกายจึงเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 93 ไม่ได้ แต่เพิ่มโทษได้ตามมาตรา 92 แม้โจทก์จะขอเพิ่มโทษตามมาตรา 93 โดยไม่ได้ขอมาตรา 92 มาด้วย ก็ชอบที่จะเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 92ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2534เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสี่กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีไม้และมีดปาดตาลเป็นอาวุธติดตัวปล้นเอารถจักรยานยนต์1 คัน ราคา 15,000 บาท ของนายจำรัส กิตติยายาม ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในการปล้นทรัพย์จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันชกต่อยใช้ไม้ตีทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ศีรษะและลำตัวหลายที และใช้มีดปาดตาลขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้มีดแทงประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายเหตุเกิดที่ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงครามก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 30/2533 ของศาลชั้นต้นฐานรับของโจร

จำคุก 1 ปี6 เดือน และภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 1 มากระทำผิดคดีนี้อันเป็นการกระทำผิดที่จำแนกไว้ซ้ำในอนุมาตราเดียวกันและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและจำเลยที่ 1กระทำผิดคดีนี้และคดีก่อนอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83, 93 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14 และริบไม้กับมีดของกลางเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 83 ลงโทษจำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 3 จำคุกคนละ 16 ปี

เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 24 ปี จำเลยที่ 4มีอายุนับถึงวันกระทำผิดยังไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 8 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปีจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 10 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 4มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ริบไม้ไผ่และมีดของกลางจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ศาลลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานทำร้ายร่างกายได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ทำร้ายผู้เสียหายโดยมิได้ประสงค์ต่อทรัพย์เป็นเหตุลักษณะคดี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือนจำเลยที่ 4 ขณะกระทำผิดอายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วจำคุก 9 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 คนละ 1 ปี จำเลยที่ 4 มีกำหนด6 เดือน คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันปล้นทรัพย์เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปหรือไม่

ประจักษ์พยานโจทก์คงมีแต่ผู้เสียหายแต่ก็ได้ความจากผู้เสียหายว่าหลังจากถูกจำเลยทั้งสี่กับพวกทำร้ายแล้วผู้เสียหายวิ่งหนีและไม่ได้หันกลับไปดูผู้เสียหายจึงไม่รู้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกทำอย่างไรกับรถจักรยานยนต์ของตนพยานหลักฐานของโจทก์คงมีคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสี่ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.11, จ.12 และ จ.13สำหรับคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสี่ไม่มีรายละเอียดแห่งการกระทำโดยมีแต่ข้อความที่ว่าเจ้าพนักงานแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์และจำเลยทั้งสี่รับสารภาพ ส่วนคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ให้การในรายละเอียดที่ได้กระทำในวันเกิดเหตุด้วย ซึ่งก็ได้ความเพียงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสี่กับพวกดื่มสุราที่ศาลาบางช้างตายแล้วได้พากันเดินออกจากศาลาเพื่อกลับบ้าน

ระหว่างที่เดินไปตามทางมีการพูดชักชวนกันดักรถจักรยานยนต์ที่จะผ่านโดยการเอาไม้ขวางเมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 2 เอาไม้ไผ่ขวางทำให้ผู้เสียหายเสียหลักรถจักรยานยนต์ล้มลง แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 กับพวกใช้ไม้ตีผู้เสียหาย หลังจากผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลยทั้งสี่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับรถจักรยานยนต์จึงช่วยกันยกทิ้งลงไปในคลองบริเวณที่เกิดเหตุ จากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่คบคิดหรือวางแผนการกันมาก่อนเพื่อดักทำร้ายผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์ หากแต่เป็นการพูดจาชักชวนกันไประหว่างเดินกลับบ้านด้วยความคึกคะนองเนื่องจากมึนเมาสุราว่าจะดักทำร้ายผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาเท่านั้น

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไปแล้วจำเลยทั้งสี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับรถจักรยานยนต์ซึ่งในสำนวนการสอบสวนนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ได้หากจำเลยทั้งสี่มีเจตนาทุจริตก็น่าจะขับหรือนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป การเอารถจักรยานยนต์ไปทิ้งในคลองก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้พูดจาหรือตกลงกันว่าจะมาเอาในภายหลัง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อนายหนุ่มกับพวกของจำเลยชักชวนไปปล้นรถจักรยานยนต์จำเลยทั้งสี่ก็มิได้ปฏิเสธนั้น ก็มีเพียงแต่จำเลยที่ 1 คนเดียวที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่านายหนุ่มชวนไปดักปล้นรถจักรยานยนต์ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่ามีการชักชวนกันไปดักรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 1 อาจฟังคำพูดของนายหนุ่มผิดเพี้ยนไปเนื่องจากมึนเมาสุราแล้วให้การต่อพนักงานสอบสวนไปเช่นนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกได้พูดจาชักชวนกันไปปล้นรถจักรยานยนต์ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสี่ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่เจตนาทำร้ายผู้เสียหายโดยมิได้ประสงค์ต่อทรัพย์ ทั้งการเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทิ้งลงไปในคลองหลังจากผู้เสียหายวิ่งหนีไปนั้นมิได้มีการกระทำที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาจะเอาไปเป็นของตนเอง

อันเป็นการแสดงเจตนาทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์ที่เอาไป แต่เป็นการกระทำไปด้วยความคึกคะนองประสาคนที่เมาสุราเท่านั้น มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะได้ประโยชน์จากทรัพย์แต่ประการใดจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีเจตนาลักทรัพย์การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์อนึ่ง

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อการกระทำผิดในคดีนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจะเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ไม่ได้ แต่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 92 แม้โจทก์จะขอเพิ่มโทษตามมาตรา 93โดยไม่ได้ขอมาตรา 92 มาด้วย ก็ชอบที่จะเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 หนึ่งในสาม รวมเป็นจำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุณยเนตร · สังเวียน รัตนมุง · สมชาย รังสิกรรพุม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้