Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่ายให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน เมื่อคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานเพราะโจทก์ยังไม่คืนเอกสารสัญญาค้ำประกันการทำงานและยังไม่สามารถเรียกเก็บบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด จึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลย การที่จำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่คืนเงินประกันการทำงานให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินประกันการทำงาน 5,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 24 ตุลาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาวางศาล (วันที่ 9 มีนาคม 2552) แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งพนักงานขายต่างจังหวัดอัตราค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท โดยเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์ 50,000 บาท พนักงานขายของจำเลยต้องปฏิบัติตามระเบียบพนักงานขาย ซึ่งข้อ 6 ระบุว่า การคืนค้ำประกันจะคืนก็ต่อเมื่อบริษัทได้ตรวจสอบแล้วไม่เกิดความเสียหายต่อบริษัท และบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบจะต้องเรียกเก็บเงินได้ทั้งหมดแล้ว กรณีเป็นเช็คจะต้องสามารถเรียกเก็บเรียบร้อยแล้วทุกใบ และข้อ 10 ระบุว่า การลาออกจากการเป็นพนักงานขายต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า 1 เดือน และในวันสุดท้ายที่ปฏิบัติงาน จะต้องคืนเอกสารต่างๆ ให้ครบด้วยตนเองเท่านั้น

ต่อมาโจทก์ลาออกจากงานโดยที่ยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าสินค้า 1,750 บาท จากนายแพทย์ศิริวัฒน์และยังไม่คืนสัญญาค้ำประกันแก่จำเลย ครั้นจำเลยได้คืนเงินประกันการทำงาน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 734.80 บาท แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดอีก 5,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแต่ไม่ให้เงินเพิ่มโดยวินิจฉัยว่า การเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 มาตรา 9 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงินโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร แต่คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่คืนเอกสารและยังไม่สามารถเรียกเก็บบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด ถือได้ว่ามีเหตุให้จำเลยเชื่อว่าสามารถระงับการคืนเงินประกันการทำงานให้แก่โจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นการจงใจไม่คืนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจงใจไม่คืนเงินประกันโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิระงับการคืนเงินประกันการทำงานของโจทก์เพราะโจทก์ไม่จำเป็นต้องคืนสัญญาค้ำประกันการทำงานของโจทก์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และการที่จำเลยยังไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากนายแพทย์ศิริวัฒน์ ได้เกิดจากจำเลยไม่ดำเนินการเก็บเงินเองนั้น เห็นว่า โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มจากจำเลยได้หรือไม่จักต้องพิจารณาจากมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคแรกโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเจ็ดวัน เมื่อคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์เพราะโจทก์ยังไม่คืนเอกสารสัญญาค้ำประกันการทำงานและยังไม่สามารถเรียกเก็บบิลที่พนักงานขายรับผิดชอบได้ทั้งหมด เงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดจึงยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าจำเลยระงับการคืนให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ การที่จำเลยไม่คืนเงินประกันการทำงานในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จึงยังมีเหตุอ้าง กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่คืนเงินประกันการทำงานให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วาสนา หงส์เจริญ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · สุนันท์ ชัยชูสอน
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายธีระพงศ์ ฮั่นไพศาล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1051/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ6428/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3411/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3306/2567

ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 10 ระเบียบวินัยและมาตรการในการลงโทษทางวินัย ข้อ 14 กำหนดโทษสำหรับพนักงานที่กระทำผิดวินัยไว้ทั้งสิ้น 7 ประการ โดยไม่มีเรื่องการลงโทษปรับเงิน แต่การที่โจทก์ลงโทษ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2560 (เลขอ้างอิง 617216)

บทบัญญัติเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการลูกจ้างมีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 47 คือดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี มาตรา 48 บัญญัติว่า นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการลูกจ้างพ้นจากตำแห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12620/2558

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้